คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16224/2555 ฉบับเต็ม

#541533
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16224/2555 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ ผู้ร้อง นายฉลาด จันทสิทธิ์ กับพวก ผู้คัดค้าน พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสาม ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างว่าเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางที่ถูกยึดจึงมีหน้าที่ต้องนำสืบพิสูจน์ให้ได้ว่าผู้คัดค้านทั้งสองไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดและจะมีการนำทรัพย์สินของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยจะขับรถยนต์ของกลางไปเรียนหนังสือในตอนเช้า และกลับบ้านในตอนเย็นเป็นประจำ รวมทั้งหากจำเลยมีธุระหรือจะไปซื้อของก็จะนำรถยนต์ของกลางไปใช้ได้โดยผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาจะไม่หวงห้ามและไม่ต้องขออนุญาตก่อน และก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 วัน จำเลยขอยืมโทรศัพท์ของกลางจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นพี่สาวไปใช้โดยเปลี่ยนซิมการ์ด แต่จำเลยจะนำโทรศัพท์ไปใช้ที่ไหนอย่างไรนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ทราบนั้น แสดงว่าจำเลยสามารถใช้โทรศัพท์ของกลางดังกล่าวได้ตลอดเวลาโดยไม่มีการสอบถามถึงเหตุผลของการนำทรัพย์ของกลางไปใช้ ทั้งที่จำเลยยังเป็นนักศึกษาและอาศัยอยู่บ้านเดียวกับผู้คัดค้านทั้งสอง เช่นนี้ผู้คัดค้านทั้งสองไม่สามารถพิสูจน์ข้ออ้างตามกฎหมายได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องฟ้องนายกิตติพัฒน์หรืออ๊อฟหรืออ้วน เป็นจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และผู้ร้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องขอให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่นเอ็น 70 หมายเลข 08 6025 2245 และรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 6 พ - 5508 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31 ศาลชั้นต้นสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลาย เพื่อให้บุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้คืนรถยนต์กระบะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถยนต์กระบะของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามคำร้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่นเอ็น 70 หมายเลข 08 6025 2245 จำนวน 1 เครื่อง และรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีเทา หมายเลขทะเบียน 6 พ - 5508 กรุงเทพมหานคร 1 คัน แจ้งข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่า ศาลมีอำนาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถยนต์กระบะของกลาง ซึ่งเป็นของผู้คัดค้านทั้งสองหรือไม่ คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของผู้ร้องว่า จำเลยใช้รถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้แก่ผู้ซื้อ และใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ดังนั้นรถยนต์กระบะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ยานพาหนะ และทรัพย์สินซึ่งจำเลยนำมาใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้ผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสาม ผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งอ้างว่า เป็นเจ้าของของกลางที่ถูกยึดมีหน้าที่ต้องนำสืบพิสูจน์ให้ได้ว่า ผู้คัดค้านทั้งสองไม่มีโอกาสทราบหรือ ไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด และจะมีการนำทรัพย์สินของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด แต่จากทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 1 เกี่ยวกับรถยนต์กระบะของกลางคงได้ความว่า จำเลยจะขับรถยนต์กระบะของกลางไปเรียนหนังสือในตอนเช้าและกลับบ้านในตอนเย็นเป็นประจำ รวมทั้งหากจำเลยมีธุระหรือจะไปซื้อของก็จะนำรถยนต์กระบะไปใช้ได้โดยผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาจะไม่หวงห้ามและไม่ต้องขออนุญาตก่อน รวมทั้งทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 2 ก็ได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 วัน จำเลยขอยืมโทรศัพท์ของกลางไปใช้โดยเปลี่ยนซิมการ์ด แต่จำเลยจะนำโทรศัพท์ไปใช้ที่ไหนอย่างไรนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นพี่สาวไม่ทราบนั้น เป็นเพียงการนำสืบถึงกรณีที่จำเลยสามารถใช้ทรัพย์ของกลางได้ตลอดเวลาโดยไม่มีการสอบถามถึงเหตุผลของการนำทรัพย์ของกลางไปใช้ ทั้งที่จำเลยยังเป็นนักศึกษาและอาศัยอยู่บ้านเดียวกับผู้คัดค้านทั้งสอง หากมีการสอบถามหรือสังเกตถึงพฤติกรรมของการใช้ทรัพย์ของกลางว่าจะมีการนำไปใช้ในกิจการใด ที่ไหน หรืออย่างไรแล้ว ย่อมจะทราบถึงพฤติกรรมของจำเลยว่าข้องเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษหรือไม่ การนำสืบของผู้คัดค้านทั้งสองจึงเป็นเพียงนำสืบว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นเจ้าของของกลางและไม่ได้มีส่วนร่วมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยเท่านั้น โดยไม่สามารถพิสูจน์ข้ออ้างตามกฎหมายได้ ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์-กรองเกียรติ คมสัน-อิสสระ นิ่มละมัย) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายวิฑูรย์ วิริยะวธสัจจา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอภิรัตน์ ลัดพลี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6354/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม6/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม74/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
541533
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายวิฑูรย์ วิริยะวธสัจจา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายอภิรัตน์ ลัดพลี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983841"
    }
}
date
2555
deka_no
16224/2555
deka_running_no
16224
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์",
    "กรองเกียรติ คมสัน",
    "อิสสระ นิ่มละมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 30 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นายฉลาด จันทสิทธิ์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องฟ้องนายกิตติพัฒน์หรืออ๊อฟหรืออ้วน เป็นจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และผู้ร้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องขอให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่นเอ็น 70 หมายเลข 08 6025 2245 และรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 6 พ - 5508 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31

ศาลชั้นต้นสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลาย เพื่อให้บุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้คืนรถยนต์กระบะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถยนต์กระบะของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามคำร้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่นเอ็น 70 หมายเลข 08 6025 2245 จำนวน 1 เครื่อง และรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีเทา หมายเลขทะเบียน 6 พ - 5508 กรุงเทพมหานคร 1 คัน แจ้งข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่า ศาลมีอำนาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถยนต์กระบะของกลาง ซึ่งเป็นของผู้คัดค้านทั้งสองหรือไม่ คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของผู้ร้องว่า จำเลยใช้รถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้แก่ผู้ซื้อ และใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ดังนั้นรถยนต์กระบะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ยานพาหนะ และทรัพย์สินซึ่งจำเลยนำมาใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้ผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสาม ผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งอ้างว่า เป็นเจ้าของของกลางที่ถูกยึดมีหน้าที่ต้องนำสืบพิสูจน์ให้ได้ว่า ผู้คัดค้านทั้งสองไม่มีโอกาสทราบหรือ ไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด และจะมีการนำทรัพย์สินของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด แต่จากทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 1 เกี่ยวกับรถยนต์กระบะของกลางคงได้ความว่า จำเลยจะขับรถยนต์กระบะของกลางไปเรียนหนังสือในตอนเช้าและกลับบ้านในตอนเย็นเป็นประจำ รวมทั้งหากจำเลยมีธุระหรือจะไปซื้อของก็จะนำรถยนต์กระบะไปใช้ได้โดยผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาจะไม่หวงห้ามและไม่ต้องขออนุญาตก่อน รวมทั้งทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 2 ก็ได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 วัน จำเลยขอยืมโทรศัพท์ของกลางไปใช้โดยเปลี่ยนซิมการ์ด แต่จำเลยจะนำโทรศัพท์ไปใช้ที่ไหนอย่างไรนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นพี่สาวไม่ทราบนั้น เป็นเพียงการนำสืบถึงกรณีที่จำเลยสามารถใช้ทรัพย์ของกลางได้ตลอดเวลาโดยไม่มีการสอบถามถึงเหตุผลของการนำทรัพย์ของกลางไปใช้ ทั้งที่จำเลยยังเป็นนักศึกษาและอาศัยอยู่บ้านเดียวกับผู้คัดค้านทั้งสอง หากมีการสอบถามหรือสังเกตถึงพฤติกรรมของการใช้ทรัพย์ของกลางว่าจะมีการนำไปใช้ในกิจการใด ที่ไหน หรืออย่างไรแล้ว ย่อมจะทราบถึงพฤติกรรมของจำเลยว่าข้องเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษหรือไม่ การนำสืบของผู้คัดค้านทั้งสองจึงเป็นเพียงนำสืบว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นเจ้าของของกลางและไม่ได้มีส่วนร่วมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยเท่านั้น โดยไม่สามารถพิสูจน์ข้ออ้างตามกฎหมายได้ ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
ม6/2550
primary_red_case_no
ม74/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000392.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6354/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555