คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22134/2555 ฉบับเต็ม

#541534
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22134/2555 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นายสี เขียวหัน จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 190 พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ระหว่างที่จำเลยยังไม่ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาได้มี พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาลสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับแล้ว แต่เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาและศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกากับจำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา จึงไม่มีคดีของจำเลยอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาอีก เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ แม้ความผิดซึ่งจำเลยต้องโทษในคดีก่อนที่เป็นเหตุถูกเพิ่มโทษในคดีนี้จะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และจำเลยได้พ้นโทษในคดีก่อนแล้วก็ตามก็ไม่เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขการเพิ่มโทษคดีนี้ได้เพราะมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งถึงที่สุดแล้วขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 190 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้วนอกจากถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ จำคุก 4 วัน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน 4 วัน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน 2 วัน รวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 10 ปี 9 เดือน 2 วัน ริบของกลาง จำเลยยื่นฎีกา ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2553 วันที่ 5 สิงหาคม 2553 จำเลยยื่นคำร้องว่า ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ล้างมลทินแก่บรรดาผู้ต้องโทษในความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้น ความผิดของจำเลยซึ่งเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2538 จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาก่อนพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ และในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ ใช้บังคับ แต่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาทำให้คดีไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 6 จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องเพิ่มโทษตามคำร้องได้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า มีเหตุที่จะงดเพิ่มโทษจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า วันที่จำเลยยื่นฎีกาจนถึงวันที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับแล้ว คดีของจำเลยจึงยังไม่ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้ระหว่างที่จำเลยยังไม่ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาและศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกากับจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลฎีกา จึงไม่มีคดีของจำเลยอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาอีกต่อไป ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยก่อนพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ แม้ความผิดซึ่งจำเลยต้องโทษในคดีก่อนที่เป็นเหตุถูกเพิ่มโทษในคดีนี้จะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และจำเลยได้พ้นโทษในคดีก่อนไปแล้วก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขการเพิ่มโทษในคดีนี้ได้ เพราะมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งถึงที่สุดแล้วขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ที่บัญญัติห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้วนอกจากถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาไต่สวนกรณีที่จำเลยอ้างว่าถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 นั้น เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยที่อ้างว่าถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นยกคำร้อง หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล แต่จำเลยไม่ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น กลับยื่นฎีกาขอให้ศาลฎีกาไต่สวนคำร้องของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน (ธงชัย เสนามนตรี-อภิรัตน์ ลัดพลี-พศวัจณ์ กนกนาก) ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายรุ่งวิทย์ วิภาดาพรพงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6491/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2018/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ237/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
541534
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครสวรรค์",
        "judge": "นายรุ่งวิทย์ วิภาดาพรพงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982903"
    }
}
date
2555
deka_no
22134/2555
deka_running_no
22134
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ธงชัย เสนามนตรี",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "พศวัจณ์ กนกนาก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 190"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสี เขียวหัน"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ จำคุก 4 วัน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน 4 วัน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน 2 วัน รวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 10 ปี 9 เดือน 2 วัน ริบของกลาง จำเลยยื่นฎีกา ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2553 วันที่ 5 สิงหาคม 2553 จำเลยยื่นคำร้องว่า ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ล้างมลทินแก่บรรดาผู้ต้องโทษในความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้น ความผิดของจำเลยซึ่งเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2538 จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาก่อนพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ และในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ ใช้บังคับ แต่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาทำให้คดีไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 6 จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องเพิ่มโทษตามคำร้องได้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า มีเหตุที่จะงดเพิ่มโทษจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า วันที่จำเลยยื่นฎีกาจนถึงวันที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับแล้ว คดีของจำเลยจึงยังไม่ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้ระหว่างที่จำเลยยังไม่ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาและศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกากับจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลฎีกา จึงไม่มีคดีของจำเลยอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาอีกต่อไป ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยก่อนพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ แม้ความผิดซึ่งจำเลยต้องโทษในคดีก่อนที่เป็นเหตุถูกเพิ่มโทษในคดีนี้จะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และจำเลยได้พ้นโทษในคดีก่อนไปแล้วก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขการเพิ่มโทษในคดีนี้ได้ เพราะมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งถึงที่สุดแล้วขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ที่บัญญัติห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้วนอกจากถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาไต่สวนกรณีที่จำเลยอ้างว่าถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 นั้น เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยที่อ้างว่าถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นยกคำร้อง หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล แต่จำเลยไม่ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น กลับยื่นฎีกาขอให้ศาลฎีกาไต่สวนคำร้องของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2018/2545
primary_red_case_no
อ237/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000384.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6491/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555