คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7013/2556 ฉบับเต็ม

#541540
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7013/2556 พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว โจทก์ นายสมัย ยาวศิริ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) ผู้เสียหายยังมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะสามารถติดตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานได้ แต่หาได้ดำเนินการไม่จึงมิใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) แม้โจทก์จะมี จ. ที่ทราบเหตุการณ์จากผู้เสียหาย และพันตำรวจโท ส. พนักงานสอบสวนที่เบิกความยืนยันตามเหตุการณ์ที่ได้ทราบจากผู้เสียหายประกอบคำให้การของผู้เสียหายล้วนแต่เป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ พยานหลักฐานของโจทก์ย่อมไม่พอให้รับฟังลงโทษจำเลยทั้งสามได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 277 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังลงโทษจำเลยทั้งสามตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดี เด็กหญิง ว. ผู้เสียหาย ถูกจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำชำเรา ผู้เสียหายจึงเป็นประจักษ์พยานที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดหรือบริสุทธิ์ เพราะเป็นผู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับการกระทำความผิด และเป็นผู้ที่ประสบเหตุโดยตรง แต่โจทก์กลับไม่นำตัวผู้เสียหายมาเบิกความยืนยันต่อศาล จำเลยทั้งสามย่อมไม่มีโอกาสถามค้านเพื่อให้ข้อเท็จจริงเป็นที่กระจ่างแก่ศาลได้ ทั้งเหตุที่โจทก์ไม่นำตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลข้อเท็จจริงได้ความจากนาง ส. มารดาผู้เสียหายแถลงต่อศาลว่า ผู้เสียหายไม่ประสงค์ที่จะมาเบิกความต่อศาลเนื่องจากอายและไม่อยากเอาความกับผู้ใด โจทก์จึงแถลงหมดพยาน ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2547 ของศาลชั้นต้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เชื่อได้ว่าผู้เสียหายยังมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะสามารถติดตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานได้ แต่หาได้ดำเนินการไม่จึงมิใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) แม้โจทก์จะมีนายจันทร์เพ็ญ ที่ทราบเหตุการณ์จากผู้เสียหาย และพันตำรวจโทเสถียร พนักงานสอบสวนที่เบิกความยืนยันตามเหตุการณ์ที่ได้ทราบจากผู้เสียหายประกอบคำให้การของผู้เสียหาย ล้วนแต่เป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ พยานหลักฐานของโจทก์ย่อมไม่พอให้รับฟังลงโทษจำเลยทั้งสามได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (เปรมศักดิ์ ชื่นชวน-สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร-สมสันต์ ศุภศาสตรสิน) ศาลจังหวัดสระแก้ว - นายทวีป ฟักเทพ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.7410/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2001/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ277/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
541540
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสระแก้ว",
        "judge": "นายทวีป ฟักเทพ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981325"
    }
}
date
2556
deka_no
7013/2556
deka_running_no
7013
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "เปรมศักดิ์ ชื่นชวน",
    "สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร",
    "สมสันต์ ศุภศาสตรสิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 277 วรรคแรก (เดิม)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 226/3 วรรคสอง (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมัย ยาวศิริ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 277

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 4 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังลงโทษจำเลยทั้งสามตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดี เด็กหญิง ว. ผู้เสียหาย ถูกจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำชำเรา ผู้เสียหายจึงเป็นประจักษ์พยานที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดหรือบริสุทธิ์ เพราะเป็นผู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับการกระทำความผิด และเป็นผู้ที่ประสบเหตุโดยตรง แต่โจทก์กลับไม่นำตัวผู้เสียหายมาเบิกความยืนยันต่อศาล จำเลยทั้งสามย่อมไม่มีโอกาสถามค้านเพื่อให้ข้อเท็จจริงเป็นที่กระจ่างแก่ศาลได้ ทั้งเหตุที่โจทก์ไม่นำตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลข้อเท็จจริงได้ความจากนาง ส. มารดาผู้เสียหายแถลงต่อศาลว่า ผู้เสียหายไม่ประสงค์ที่จะมาเบิกความต่อศาลเนื่องจากอายและไม่อยากเอาความกับผู้ใด โจทก์จึงแถลงหมดพยาน ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2547 ของศาลชั้นต้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เชื่อได้ว่าผู้เสียหายยังมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะสามารถติดตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานได้ แต่หาได้ดำเนินการไม่จึงมิใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) แม้โจทก์จะมีนายจันทร์เพ็ญ ที่ทราบเหตุการณ์จากผู้เสียหาย และพันตำรวจโทเสถียร พนักงานสอบสวนที่เบิกความยืนยันตามเหตุการณ์ที่ได้ทราบจากผู้เสียหายประกอบคำให้การของผู้เสียหาย ล้วนแต่เป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ พยานหลักฐานของโจทก์ย่อมไม่พอให้รับฟังลงโทษจำเลยทั้งสามได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2001/2545
primary_red_case_no
อ277/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000370.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.7410/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556