คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1153/2556 ฉบับเต็ม

#541544
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1153/2556 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นายธำรงค์ สาธุพันธ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 139 พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 27 พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 27 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 มาตรา 7 มิได้กำหนดให้ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือการดำเนินการใดๆ โดยการใช้เงินที่ได้รับการอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การที่ผู้เสียหายจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านและตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ โดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ร้องเรียนต่อผู้เสียหายหรือมีราษฎรในหมู่บ้านของผู้เสียหายได้รับความเดือนร้อนจากมติของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์ดังกล่าว มิใช่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในการดูแลทุกข์สุขของราษฎรในหมู่บ้านซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139 จำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท การกระทำของจำเลยไม่ถึงกับก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า ที่ประชุมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท องค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์โอนเงินจำนวน 300,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ นางวันทนา ผู้เสียหาย ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ ทราบเรื่องดังกล่าวจึงโทรศัพท์แจ้งให้นายบุญส่ง ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ นำสมุดบัญชีเงินฝากไปมอบให้ ครั้นถึงวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านของตน โดยมีการประชุมเกี่ยวกับโครงการยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขและโครงการเอสเอ็มแอล หลังจากนั้นผู้เสียหายจึงชี้แจงเกี่ยวกับการตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ แต่จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ ได้กล่าววาจาห้ามผู้เสียหายดำเนินการประชุม นอกจากนี้ยังบอกให้นายบุญส่งไปเอาสมุดบัญชีเงินฝากคืนจากผู้เสียหายด้วย จนผู้เสียหายเลิกการประชุม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า การที่ผู้เสียหายจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านและตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 มาตรา 27 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 มาตรา 7 จะกำหนดให้ผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่ช่วยเหลือนายอำเภอในการปฏิบัติหน้าที่และเป็นหัวหน้าราษฎรในหมู่บ้านของตน และให้มีอำนาจหน้าที่อื่นอีกหลายประการ รวมทั้งการจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งก็ตาม แต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดให้ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการดำเนินกิจกรรมใดๆ โดยการใช้เงินที่ได้รับการอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น การที่ผู้เสียหายจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านและตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำการนอกอำนาจหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายกำลังจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านโดยกำลังรับฟังและตรวจสอบการทำงานของกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ ตามที่มีผู้ร้องเรียนอันเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในการดูแลทุกข์สุขของราษฎรในหมู่บ้านตามกฎหมายนั้น เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากการนำสืบของโจทก์แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีผู้ร้องเรียนต่อผู้เสียหายหรือมีราษฎรในหมู่บ้านของผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนจากกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ แต่คดีกลับได้ความจากพยานโจทก์ปากนางสุณี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ เลขานุการผู้ทำรายงานการประชุมครั้งเกิดเหตุ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ภายหลังเกิดเหตุสามีผู้เสียหายสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์ และเหตุที่ผู้เสียหายต้องการตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ ก็เพราะเกรงว่าสามีจะเสียเปรียบในการเลือกตั้ง อีกทั้งคดียังได้ความจากพยานโจทก์ปากนายกรุย และนายสันติ ราษฎรผู้เข้าร่วมประชุมครั้งเกิดเหตุ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านตรงกันว่า ผู้เสียหายกล่าวหาสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์ชุดที่มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ กลางที่ประชุมว่ามีเจตนาโอนเงินให้พวกพ้องทุจริตโกงกินกัน นางสุณี นายกรุย และนายสันติ ล้วนเป็นคนกลาง จึงไม่มีเหตุอันควรระแวงสงสัยว่าจะเบิกความบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลย คำเบิกความของพยานทั้งสามตามที่กล่าวมานั้นมีน้ำหนักบ่งชี้ว่าผู้เสียหายจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านของตนในวาระการตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ โดยหวังจะใช้โอกาสดังกล่าวกล่าวหาสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์ชุดดังกล่าวกลางที่ประชุมว่ามีเจตนาโอนเงินให้พวกพ้องทุจริตโกงกินกันเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ เพราะเกรงว่าสามีผู้เสียหายซึ่งกำลังจะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์จะเสียเปรียบในการเลือกตั้ง มิใช่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในการดูแลทุกข์สุขของราษฎรในหมู่บ้านซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดั่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นๆ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (อาวุธ ปั้นปรีชา-วิรุฬห์ แสงเทียน-ปดารณี ลัดพลี) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายสมศักดิ์ ฎาราณุท ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายรัฐพลี ตั้งใจตรง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.8390/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2139/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ290/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
541544
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี",
        "judge": "นายสมศักดิ์ ฎาราณุท"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายรัฐพลี ตั้งใจตรง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982451"
    }
}
date
2556
deka_no
1153/2556
deka_running_no
1153
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "อาวุธ ปั้นปรีชา",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ปดารณี ลัดพลี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 139"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457",
        "sections": [
            "ม. 27"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายธำรงค์ สาธุพันธ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139 จำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท การกระทำของจำเลยไม่ถึงกับก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า ที่ประชุมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท องค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์โอนเงินจำนวน 300,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ นางวันทนา ผู้เสียหาย ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ ทราบเรื่องดังกล่าวจึงโทรศัพท์แจ้งให้นายบุญส่ง ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ นำสมุดบัญชีเงินฝากไปมอบให้ ครั้นถึงวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านของตน โดยมีการประชุมเกี่ยวกับโครงการยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขและโครงการเอสเอ็มแอล หลังจากนั้นผู้เสียหายจึงชี้แจงเกี่ยวกับการตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ แต่จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ ได้กล่าววาจาห้ามผู้เสียหายดำเนินการประชุม นอกจากนี้ยังบอกให้นายบุญส่งไปเอาสมุดบัญชีเงินฝากคืนจากผู้เสียหายด้วย จนผู้เสียหายเลิกการประชุม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า การที่ผู้เสียหายจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านและตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 มาตรา 27 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 มาตรา 7 จะกำหนดให้ผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่ช่วยเหลือนายอำเภอในการปฏิบัติหน้าที่และเป็นหัวหน้าราษฎรในหมู่บ้านของตน และให้มีอำนาจหน้าที่อื่นอีกหลายประการ รวมทั้งการจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งก็ตาม แต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดให้ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการดำเนินกิจกรรมใดๆ โดยการใช้เงินที่ได้รับการอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น การที่ผู้เสียหายจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านและตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำการนอกอำนาจหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายกำลังจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านโดยกำลังรับฟังและตรวจสอบการทำงานของกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ ตามที่มีผู้ร้องเรียนอันเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในการดูแลทุกข์สุขของราษฎรในหมู่บ้านตามกฎหมายนั้น เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากการนำสืบของโจทก์แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีผู้ร้องเรียนต่อผู้เสียหายหรือมีราษฎรในหมู่บ้านของผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนจากกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ แต่คดีกลับได้ความจากพยานโจทก์ปากนางสุณี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ เลขานุการผู้ทำรายงานการประชุมครั้งเกิดเหตุ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ภายหลังเกิดเหตุสามีผู้เสียหายสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์ และเหตุที่ผู้เสียหายต้องการตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ ก็เพราะเกรงว่าสามีจะเสียเปรียบในการเลือกตั้ง อีกทั้งคดียังได้ความจากพยานโจทก์ปากนายกรุย และนายสันติ ราษฎรผู้เข้าร่วมประชุมครั้งเกิดเหตุ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านตรงกันว่า ผู้เสียหายกล่าวหาสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์ชุดที่มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ กลางที่ประชุมว่ามีเจตนาโอนเงินให้พวกพ้องทุจริตโกงกินกัน นางสุณี นายกรุย และนายสันติ ล้วนเป็นคนกลาง จึงไม่มีเหตุอันควรระแวงสงสัยว่าจะเบิกความบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลย คำเบิกความของพยานทั้งสามตามที่กล่าวมานั้นมีน้ำหนักบ่งชี้ว่าผู้เสียหายจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านของตนในวาระการตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ โดยหวังจะใช้โอกาสดังกล่าวกล่าวหาสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์ชุดดังกล่าวกลางที่ประชุมว่ามีเจตนาโอนเงินให้พวกพ้องทุจริตโกงกินกันเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ เพราะเกรงว่าสามีผู้เสียหายซึ่งกำลังจะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์จะเสียเปรียบในการเลือกตั้ง มิใช่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในการดูแลทุกข์สุขของราษฎรในหมู่บ้านซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดั่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นๆ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2139/2551
primary_red_case_no
อ290/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000380.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.8390/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556