คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5992/2556 ฉบับเต็ม

#544460
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5992/2556 สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน โจทก์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง นางสาวปัทมรังษี มาลากุล ณ อยุธยา กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 271, มาตรา 275, มาตรา 278 ป.พ.พ. มาตรา 745 การร้องขอให้บังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของการบังคับคดีให้ครบถ้วนภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา โดยขั้นแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และขั้นต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี ต่อจากนั้นเจ้าหนี้ต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 และมาตรา 278 ดังนั้น การที่ผู้ร้องเพียงแต่ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีโดยมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปอีกจนพ้นกำหนดเวลาสิบปี ย่อมสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่หนี้ตามคำพิพากษา แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าการจำนองได้ระงับสิ้นไป การจำนองจึงยังคงมีอยู่ ดังนั้น ผู้ร้องจึงยังคงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนองตามกฎหมายกับดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเป็นเวลาห้าปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 745 เท่านั้น ผู้ร้องจะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 559,675.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 247,501.53 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 16 มีนาคม 2535) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้วนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 32108 ถึง 32113 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของจำเลยที่ 2 ซึ่งจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้ร้องเพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2550 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้เสนอราคาสูงสุด 7,380,000 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกันส่วนหนี้จำนองในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่ผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2550 ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทโดยชอบแล้ว แต่จำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนโจทก์และเจ้าหนี้สามัญรายอื่นเป็นเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้อง (วันที่ 9 ตุลาคม 2550) ย้อนหลังไป 5 ปี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเพียงว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษามีสิทธิได้รับชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกิน 5 ปี หรือไม่ เห็นว่า การร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของการบังคับคดีให้ครบถ้วนภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา โดยขั้นแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และขั้นต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่า ศาลได้ออกหมายบังคับคดี ต่อจากนั้นเจ้าหนี้ต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 และมาตรา 278 ดังนั้น การที่ผู้ร้องเพียงแต่ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีโดยมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปอีกจนพ้นกำหนดเวลา 10 ปี ย่อมสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่หนี้ตามคำพิพากษา แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าการจำนองได้ระงับสิ้นไป การจำนองจึงยังคงมีอยู่ ดังนั้น ผู้ร้องจึงยังคงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนองตามกฎหมายกับดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเป็นเวลา 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 เท่านั้น ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวอ้างมาในฎีกาว่า มิได้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนอง เพราะเหตุที่ได้มีการเจรจาทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ทั้งไม่เป็นสาระที่จะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องได้รับชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ยื่นคำร้องย้อนหลังไป 5 ปี จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (พินิจ สายสอาด-วิจิตร วิสุชาติ-สุรศักดิ์ วิมลรัตน์) ศาลแพ่ง - นายสมพล โพธิ์กิ่ง ศาลอุทธรณ์ - นายสุทิน นาคพงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2056/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ก37/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ก7/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
544460
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายสมพล โพธิ์กิ่ง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุทิน นาคพงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981449"
    }
}
date
2556
deka_no
5992/2556
deka_running_no
5992
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "พินิจ สายสอาด",
    "วิจิตร วิสุชาติ",
    "สุรศักดิ์ วิมลรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 271",
            "ม. 275",
            "ม. 278"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 745"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวปัทมรังษี มาลากุล ณ อยุธยา กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 559,675.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 247,501.53 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 16 มีนาคม 2535) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้วนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 32108 ถึง 32113 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของจำเลยที่ 2 ซึ่งจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้ร้องเพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2550 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้เสนอราคาสูงสุด 7,380,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกันส่วนหนี้จำนองในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่ผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2550 ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทโดยชอบแล้ว แต่จำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนโจทก์และเจ้าหนี้สามัญรายอื่นเป็นเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้อง (วันที่ 9 ตุลาคม 2550) ย้อนหลังไป 5 ปี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเพียงว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษามีสิทธิได้รับชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกิน 5 ปี หรือไม่ เห็นว่า การร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของการบังคับคดีให้ครบถ้วนภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา โดยขั้นแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และขั้นต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่า ศาลได้ออกหมายบังคับคดี ต่อจากนั้นเจ้าหนี้ต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 และมาตรา 278 ดังนั้น การที่ผู้ร้องเพียงแต่ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีโดยมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปอีกจนพ้นกำหนดเวลา 10 ปี ย่อมสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่หนี้ตามคำพิพากษา แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าการจำนองได้ระงับสิ้นไป การจำนองจึงยังคงมีอยู่ ดังนั้น ผู้ร้องจึงยังคงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนองตามกฎหมายกับดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเป็นเวลา 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 เท่านั้น ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวอ้างมาในฎีกาว่า มิได้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนอง เพราะเหตุที่ได้มีการเจรจาทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ทั้งไม่เป็นสาระที่จะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องได้รับชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ยื่นคำร้องย้อนหลังไป 5 ปี จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ก37/2550
primary_red_case_no
ก7/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000371.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2056/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556