คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3845/2556 ฉบับเต็ม

#544471
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3845/2556 บริษัทบริหารสินทรัพย์ แม็กซ์ จำกัด โจทก์ นายประทีป วงศ์จิตรัตน์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150, มาตรา 303 การที่บริษัทเงินทุน ธ. ทำสัญญาซื้อขายหนี้จากธนาคาร ด. ตามสัญญาซื้อขายหนี้เงินกู้รวมทั้งหนี้เบิกเงินเกินบัญชี โดยมีข้อตกลงว่าธนาคาร ด. ตกลงโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีทั้งหมดให้แก่บริษัทเงินทุน ธ. ถือว่าเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 สิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของธนาคาร ด. เป็นสิทธิที่อยู่ในสภาพเปิดช่องให้โอนกันได้ มิใช่สิทธิเฉพาะตัวหรือมีกฎหมายห้ามโอน การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ย่อมสามารถกระทำได้ตามมาตราดังกล่าว ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้บริษัทเงินทุน ธ. มิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2540 ก็หาได้หมายความว่าคู่สัญญาไม่สามารถโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ด้อยคุณภาพตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ เพราะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ห้ามโอนสิทธิเรียกร้องที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือหนี้ด้อยคุณภาพว่าจะต้องเป็นไปแต่เฉพาะตามกฎหมายที่ตราไว้เพื่อแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนอกเหนือจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 30,622,984.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 25,177,943.28 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การทำสัญญาซื้อขายหนี้เงินกู้ระหว่างธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ขัดต่อวัตถุประสงค์ของบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) และขัดต่อกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า วัตถุประสงค์ของบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ตามหนังสือรับรอง ในการรับโอนสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการกู้ยืมเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการโดยทั่วไป มิใช่วัตถุประสงค์ในการซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาบริหาร ทั้งการซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นกิจการพิเศษที่ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือเป็นไปตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 แต่บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยและมิใช่บริษัทบริหารสินทรัพย์ จึงไม่มีสิทธิรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น เห็นว่า การที่บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาซื้อขายหนี้เงินกู้ รวมทั้งหนี้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาซื้อขายหนี้เงินกู้ โดยมีข้อตกลงว่า ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ตกลงโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีทั้งหมดให้แก่บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ถือว่าเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 เมื่อธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าหนี้จำเลยทั้งสองในมูลหนี้เงินกู้และมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชี และสิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เป็นสิทธิที่อยู่ในสภาพเปิดช่องให้โอนกันได้ มิใช่สิทธิเฉพาะตัวหรือมีกฎหมายห้ามโอน การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้รายนี้ย่อมสามารถกระทำได้ตามมาตรา 303 ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 150 ดังนั้น ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) จึงสามารถโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีให้แก่บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ได้ แม้บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) มิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ก็หาได้หมายความว่าคู่สัญญาไม่สามารถโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ด้อยคุณภาพตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ เพราะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ห้ามโอนสิทธิเรียกร้องที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือหนี้ด้อยคุณภาพว่าจะต้องเป็นไปแต่เฉพาะตามกฎหมายพิเศษที่ตราขึ้นไว้เพื่อแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนอกเหนือจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวถือได้ว่าอยู่ในวัตถุประสงค์ข้อ 4 ของบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ที่ระบุว่า ซื้อทรัพย์สินหรือสิทธิและหน้าที่ทุกชนิดทุกประเภท ซึ่งสามารถกระทำได้มิได้เป็นการนอกเหนือวัตถุประสงค์ ดังนั้น โจทก์ย่อมสามารถรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจากบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ต่อมาได้ และเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นๆ ที่จำเลยทั้งสองต่อสู้มาในคำให้การ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษาใหม่เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาลได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (สุทธินันท์ เสียมสกุล-วีระวัฒน์ ปวราจารย์-สุนันท์ ชัยชูสอน) ศาลแพ่งธนบุรี - ประดิษฐ์ สิงหทัศน์ ศาลอุทธรณ์ - บุญสิทธิ์ คงสุวรรณ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.26/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ687/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ5536/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
544471
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "ประดิษฐ์ สิงหทัศน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "บุญสิทธิ์ คงสุวรรณ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981879"
    }
}
date
2556
deka_no
3845/2556
deka_running_no
3845
deka_year
2556
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "สุทธินันท์ เสียมสกุล",
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "สุนันท์ ชัยชูสอน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150",
            "ม. 303"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์ แม็กซ์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประทีป วงศ์จิตรัตน์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 30,622,984.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 25,177,943.28 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การทำสัญญาซื้อขายหนี้เงินกู้ระหว่างธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ขัดต่อวัตถุประสงค์ของบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) และขัดต่อกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า วัตถุประสงค์ของบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ตามหนังสือรับรอง ในการรับโอนสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการกู้ยืมเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการโดยทั่วไป มิใช่วัตถุประสงค์ในการซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาบริหาร ทั้งการซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นกิจการพิเศษที่ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือเป็นไปตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 แต่บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยและมิใช่บริษัทบริหารสินทรัพย์ จึงไม่มีสิทธิรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น เห็นว่า การที่บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาซื้อขายหนี้เงินกู้ รวมทั้งหนี้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาซื้อขายหนี้เงินกู้ โดยมีข้อตกลงว่า ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ตกลงโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีทั้งหมดให้แก่บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ถือว่าเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 เมื่อธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าหนี้จำเลยทั้งสองในมูลหนี้เงินกู้และมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชี และสิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เป็นสิทธิที่อยู่ในสภาพเปิดช่องให้โอนกันได้ มิใช่สิทธิเฉพาะตัวหรือมีกฎหมายห้ามโอน การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้รายนี้ย่อมสามารถกระทำได้ตามมาตรา 303 ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 150 ดังนั้น ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) จึงสามารถโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีให้แก่บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ได้ แม้บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) มิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ก็หาได้หมายความว่าคู่สัญญาไม่สามารถโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ด้อยคุณภาพตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ เพราะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ห้ามโอนสิทธิเรียกร้องที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือหนี้ด้อยคุณภาพว่าจะต้องเป็นไปแต่เฉพาะตามกฎหมายพิเศษที่ตราขึ้นไว้เพื่อแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนอกเหนือจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวถือได้ว่าอยู่ในวัตถุประสงค์ข้อ 4 ของบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ที่ระบุว่า ซื้อทรัพย์สินหรือสิทธิและหน้าที่ทุกชนิดทุกประเภท ซึ่งสามารถกระทำได้มิได้เป็นการนอกเหนือวัตถุประสงค์ ดังนั้น โจทก์ย่อมสามารถรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจากบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ต่อมาได้ และเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นๆ ที่จำเลยทั้งสองต่อสู้มาในคำให้การ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษาใหม่เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาลได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ687/2544
primary_red_case_no
พ5536/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000375.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.26/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556