คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22843/2555 ฉบับเต็ม

#544498
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22843/2555 พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี โจทก์ บริษัทผลปุ๋ยรุ้ง จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาเรื่องอำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้องของโจทก์ โดยอ้างว่า คดีนี้เหตุเกิดที่ร้านบ้านนาการเกษตร อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก และที่บริษัท อ. อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมูลคดีเกิดในเขตอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำราจภูธรบ้านนา ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ไม่มีการจับกุมแจ้งข้อหาแก่บริษัท อ. ทั้งที่ทำการของบริษัทดังกล่าวไม่ใช่ตัวแทนหรือสาขาของจำเลยที่ 1 เมื่อฟ้องว่าจำเลยทั้งสองผลิตจึงต้องให้พนักงานสอบสวนที่อยู่ในเขตภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองรับผิดชอบ คือสถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชัน ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรลาดหลุมแก้ว จึงไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ไม่มีอำนาจสอบสวนและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ผลิตปุ๋ย ณ สถานที่ตั้งหรือสถานที่แบ่งบรรจุ ส่วนเรื่องอำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นเพียงผลสรุปแห่งข้อโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวเท่านั้น จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 30, 32, 62, 63 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4, 32, 33, 34, 83, 91 และริบปุ๋ยเคมีปลอม 2 กระสอบ ของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 30 (1), 32 (5), 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานผลิตปุ๋ยปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 200,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี ฐานขายปุ๋ยปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 120,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี รวม 2 กระทง จำเลยที่ 1 ปรับ 320,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี คำเบิกความของจำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 2) เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 ปรับ 240,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 6 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบปุ๋ยเคมีปลอม 2 กระสอบ ของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 30 (1) (เดิม), 32 (5) (เดิม), 62 (เดิม), 63 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 50,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 30,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 37,500 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี 9 เดือน ฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 22,500 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี 3 เดือน รวมจำเลยที่ 1 ปรับ 60,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาจำเลยที่ 2 ในปัญหาเรื่องอำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้องของโจทก์นั้น เหตุที่จำเลยที่ 2 อาศัยเป็นหลักแห่งข้อโต้แย้ง คือ คดีนี้เหตุเกิดที่ร้านบ้านนาการเกษตร อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก และที่บริษัทอินฟินิตี้ เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด เลขที่ 37/6 ตำบลคลองพระอุดม อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมูลคดีเกิดในเขตอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบ้านนา ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ไม่มีการจับกุมแจ้งข้อหาแก่บริษัทอินฟินิตี้ เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด ทั้งที่ทำการของบริษัทดังกล่าวไม่ใช่ตัวแทนหรือสาขาของจำเลยที่ 1 เมื่อฟ้องว่าจำเลยทั้งสองผลิตจึงต้องให้พนักงานสอบสวนที่อยู่ในเขตภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองรับผิดชอบคือสถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชัน ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรลาดหลุมแก้ว ซึ่งไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจึงไม่มีอำนาจสอบสวน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในปัญหาข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผลิตปุ๋ย ณ สถานที่ตั้งหรือสถานที่แบ่งบรรจุ ซึ่งระบุที่ผลิตว่าอยู่ที่อำเภอลาดหลุมแก้ว ส่วนเรื่องอำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นเพียงผลสรุปแห่งข้อโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวเท่านั้น ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2 (อภิรัตน์ ลัดพลี-ธงชัย เสนามนตรี-พศวัจณ์ กนกนาก) ศาลจังหวัดปทุมธานี - นางกมลา เทพวงค์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายธีรวัฒน์ ไตรวารี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4429/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ72/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1922/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
544498
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดปทุมธานี",
        "judge": "นางกมลา เทพวงค์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายธีรวัฒน์ ไตรวารี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982681"
    }
}
date
2555
deka_no
22843/2555
deka_running_no
22843
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ธงชัย เสนามนตรี",
    "พศวัจณ์ กนกนาก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 218 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทผลปุ๋ยรุ้ง จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 30, 32, 62, 63 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4, 32, 33, 34, 83, 91 และริบปุ๋ยเคมีปลอม 2 กระสอบ ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 30 (1), 32 (5), 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานผลิตปุ๋ยปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 200,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี ฐานขายปุ๋ยปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 120,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี รวม 2 กระทง จำเลยที่ 1 ปรับ 320,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี คำเบิกความของจำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 2) เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 ปรับ 240,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 6 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบปุ๋ยเคมีปลอม 2 กระสอบ ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 30 (1) (เดิม), 32 (5) (เดิม), 62 (เดิม), 63 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 50,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 30,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 37,500 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี 9 เดือน ฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 22,500 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี 3 เดือน รวมจำเลยที่ 1 ปรับ 60,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาจำเลยที่ 2 ในปัญหาเรื่องอำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้องของโจทก์นั้น เหตุที่จำเลยที่ 2 อาศัยเป็นหลักแห่งข้อโต้แย้ง คือ คดีนี้เหตุเกิดที่ร้านบ้านนาการเกษตร อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก และที่บริษัทอินฟินิตี้ เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด เลขที่ 37/6 ตำบลคลองพระอุดม อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมูลคดีเกิดในเขตอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบ้านนา ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ไม่มีการจับกุมแจ้งข้อหาแก่บริษัทอินฟินิตี้ เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด ทั้งที่ทำการของบริษัทดังกล่าวไม่ใช่ตัวแทนหรือสาขาของจำเลยที่ 1 เมื่อฟ้องว่าจำเลยทั้งสองผลิตจึงต้องให้พนักงานสอบสวนที่อยู่ในเขตภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองรับผิดชอบคือสถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชัน ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรลาดหลุมแก้ว ซึ่งไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจึงไม่มีอำนาจสอบสวน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในปัญหาข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผลิตปุ๋ย ณ สถานที่ตั้งหรือสถานที่แบ่งบรรจุ ซึ่งระบุที่ผลิตว่าอยู่ที่อำเภอลาดหลุมแก้ว ส่วนเรื่องอำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นเพียงผลสรุปแห่งข้อโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวเท่านั้น ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2
opensearch_id
primary_black_case_no
อ72/2554
primary_red_case_no
อ1922/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000382.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4429/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555