คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6650/2556 ฉบับเต็ม

#544501
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6650/2556 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายเฉลิมชัย เอกฤทธิพล จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 ป.อ. มาตรา 30 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ปัญหาว่าการกักขังแทนค่าปรับถูกต้องหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โจทก์ผู้อุทธรณ์จึงยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ในกรณีต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้กักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกินกำหนด 6 เดือน แม้ศาลชั้นต้นจะใช้คำว่าแบ่งกักขังซึ่งตาม ป.อ. มาตรา 30 มิได้บัญญัติไว้เช่นนั้นก็ตาม แต่เป็นการกำหนดเงื่อนไขเพื่อบังคับโทษปรับ เพราะ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ร่วมกระทำความผิดทุกคนรวมกันเป็นเงินรวมสี่เท่าของราคาของบวกค่าอากรเข้าด้วยแล้ว โดยต้องถือว่าค่าปรับจำเลยทุกคนเป็นจำนวนเดียวกัน ศาลชั้นต้นจึงได้กำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้เพื่อมิให้ลงโทษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4, 147 (2), ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ตามตารางเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 104 รวม 104 กระทง รวมจำคุก 208 เดือน และปรับ 424,939,552.16 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 104 เดือน และปรับ 212,469,776.08 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ความผิดคดีนี้เป็นความผิดเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3585/2551 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลลงโทษปรับจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าวเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรขาเข้าด้วยแล้ว จึงให้กำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่า หากจำเลยทั้งสามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3585/2551 ของศาลชั้นต้น ชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับในคดีดังกล่าวแล้วเพียงใด ก็ให้นำมาหักออกจากค่าปรับของจำเลยในคดีนี้ และในกรณีที่ต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกินกำหนด 6 เดือน ยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้เสียภาษีสรรพสามิต และฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มโดยกระทำการใด ๆ โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง หรืออุบาย หรือวิธีการอื่นใด โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นแบ่งโทษกักขังแทนค่าปรับจำเลยไม่เกิน 6 เดือน เป็นการไม่ชอบเพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 มิได้บัญญัติให้แบ่งการกักขังจำเลยได้นั้น เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะเห็นว่าอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป แต่ปัญหาว่าการกักขังแทนค่าปรับถูกต้องหรือไม่นั้นเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โจทก์ผู้อุทธรณ์จึงยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง อีกทั้งเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ในกรณีต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกินกำหนด 6 เดือน แม้ศาลชั้นต้นจะใช้คำว่า แบ่งกักขัง ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 มิได้บัญญัติไว้เช่นนั้นก็ตาม แต่เป็นการกำหนดเงื่อนไขเพื่อบังคับโทษปรับเพราะพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ร่วมกระทำความผิดทุกคนรวมกันเป็นเงินรวมสี่เท่าของราคาของบวกค่าอากรเข้าด้วยแล้ว โดยต้องถือว่าค่าปรับจำเลยทุกคนเป็นจำนวนเดียวกัน ศาลชั้นต้นจึงได้กำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้เพื่อมิให้ลงโทษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (เกียรติพงศ์ อมาตยกุล-วีระพล ตั้งสุวรรณ-วันทนี กีรติพิบูล) ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายทานนท์ สันติพิทักษ์ ศาลอุทธรณ์ - นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5238/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2041/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1521/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
544501
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญากรุงเทพใต้",
        "judge": "นายทานนท์ สันติพิทักษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายณรงค์ กลั่นวารินทร์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981331"
    }
}
date
2556
deka_no
6650/2556
deka_running_no
6650
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "เกียรติพงศ์ อมาตยกุล",
    "วีระพล ตั้งสุวรรณ",
    "วันทนี กีรติพิบูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 30"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469",
        "sections": [
            "ม. 27"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเฉลิมชัย เอกฤทธิพล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4, 147 (2), ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ตามตารางเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 104 รวม 104 กระทง รวมจำคุก 208 เดือน และปรับ 424,939,552.16 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 104 เดือน และปรับ 212,469,776.08 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ความผิดคดีนี้เป็นความผิดเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3585/2551 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลลงโทษปรับจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าวเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรขาเข้าด้วยแล้ว จึงให้กำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่า หากจำเลยทั้งสามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3585/2551 ของศาลชั้นต้น ชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับในคดีดังกล่าวแล้วเพียงใด ก็ให้นำมาหักออกจากค่าปรับของจำเลยในคดีนี้ และในกรณีที่ต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกินกำหนด 6 เดือน ยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้เสียภาษีสรรพสามิต และฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มโดยกระทำการใด ๆ โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง หรืออุบาย หรือวิธีการอื่นใด

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นแบ่งโทษกักขังแทนค่าปรับจำเลยไม่เกิน 6 เดือน เป็นการไม่ชอบเพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 มิได้บัญญัติให้แบ่งการกักขังจำเลยได้นั้น เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะเห็นว่าอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป แต่ปัญหาว่าการกักขังแทนค่าปรับถูกต้องหรือไม่นั้นเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โจทก์ผู้อุทธรณ์จึงยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง อีกทั้งเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ในกรณีต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกินกำหนด 6 เดือน แม้ศาลชั้นต้นจะใช้คำว่า แบ่งกักขัง ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 มิได้บัญญัติไว้เช่นนั้นก็ตาม แต่เป็นการกำหนดเงื่อนไขเพื่อบังคับโทษปรับเพราะพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ร่วมกระทำความผิดทุกคนรวมกันเป็นเงินรวมสี่เท่าของราคาของบวกค่าอากรเข้าด้วยแล้ว โดยต้องถือว่าค่าปรับจำเลยทุกคนเป็นจำนวนเดียวกัน ศาลชั้นต้นจึงได้กำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้เพื่อมิให้ลงโทษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2041/2553
primary_red_case_no
อ1521/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000370.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5238/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556