คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19958/2555 ฉบับเต็ม

#544503
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19958/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายไรอัน วิลเลี่ยม เจมส์ จำเลย ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตาม ป.อ. มาตรา 317 แม้จะมุ่งคุ้มครองมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวน หรือกระทำการใด ๆ อันจะกระทบต่ออำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก แต่กรณีจะเป็นความผิดดังกล่าวได้จะต้องมีการกระทำที่เป็นการพราก ซึ่งหมายถึงการพาไปเสียประกอบด้วย การที่เด็กทั้งห้ามาที่ห้องพักของจำเลยด้วยความสมัครใจ จำเลยไม่เคยเป็นผู้พามา และเด็กทั้งห้าสามารถกลับบ้านของตนเองได้เสมอหากต้องการเช่นนั้น เช่นนี้จำเลยจึงมิได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการพรากเด็กทั้งห้าไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล จำเลยย่อมไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 278, 279, 317, 319 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 (ที่ถูก มาตรา 279 วรรคแรก) ที่กระทำต่อ ด.ช. น. หรือเอ็ม ด.ช. ล. หรือโต้ง จำคุกกระทงละ 6 เดือน กระทำต่อ ด.ช. ม. หรือลม จำคุก 4 เดือน กระทำต่อ ด.ช. ช. ด.ช. ณ. หรือวาต จำคุกกระทงละ 1 เดือนรวมเป็นจำคุก 18 เดือน ริบทรัพย์สินตามบัญชีของกลางคดีอาญาเฉพาะลำดับที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 คำขออื่นยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามด้วย จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก25 ปี ลงโทษจำคุกในความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา279 วรรคแรก กระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี รวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 30 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า การกระทำของจำเลยมิได้เป็นการล่วงล้ำอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลของเด็กทั้งห้า เด็กทั้งห้ามาที่ห้องพักของจำเลยเอง หรือมาที่ห้องพักเพราะเพื่อนเป็นผู้ชักชวนโดยจำเลยไม่ได้ใช้กลอุบายล่อลวงมาและเด็กทุกคนมีอิสระที่จะไปไหนมาไหนหรือจะกระทำการหรือไม่กระทำการใดด้วยสมัครใจของตนเองนั้นเห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 แม้จะมุ่งคุ้มครองมิให้มีผู้ใดมาก่อการรบกวน หรือกระทำการใด ๆ อันจะกระทบต่ออำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก แต่กรณีจะเป็นความผิดดังกล่าวได้จะต้องมีการกระทำที่เป็นการพราก ซึ่งหมายถึง การพาเอาไปเสียประกอบด้วย แต่จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความว่า ด.ช. น. รู้จักนายแอนดี้ซึ่งเคยพักอยู่ห้องเดียวกับจำเลยมาก่อนและเคยมาพักที่ห้องพักของจำเลยด้วย หลังจากนั้น ด.ช. น. ได้แนะนำ ด.ช. ล. หรือโต้ง สรสิทธิ์ เด็กชาย ช. หรือเอ้ และเด็กชาย ม. หรือลม บู่เรือง ให้รู้จักจำเลยและมาที่ห้องพักดังกล่าวเนื่องจากมีของเล่นและคอมพิวเตอร์ ส่วนเด็กชาย ณ. หรือวาต มีนายแอนดี้เป็นผู้แนะนำให้รู้จักจำเลย และมาเล่นคอมพิวเตอร์ที่ห้องพักของจำเลยเช่นกัน ทุกครั้งที่มาจำเลยจะให้อาหารและขนมหรือเงินแก่เด็กทั้งห้าโดยเฉพาะเด็กชาย ช.หรือเอ้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยด้วยว่า เหตุที่มาที่ห้องพักของจำเลยเพราะอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรจะทำ ซึ่งแสดงว่าเด็กทั้งห้ามาที่ห้องพักของจำเลยเองด้วยความเต็มใจ จำเลยไม่เคยเป็นผู้พามา และเด็กทั้งห้าสามารถกลับบ้านของตนเองได้เสมอหากต้องการเช่นนั้น เช่นนี้จำเลยจึงมิได้กระทำการใด ๆ อันเป็นพรากเด็กทั้งห้าไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล จำเลยย่อมไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวมาด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า มีเหตุสมควรกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก แต่ละกระทงลดหลั่นกันไปตามลักษณะการกระทำต่อเด็กแต่ละคนดังที่ศาลชั้นต้นกำหนดหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะกระทำอนาจารต่อเด็กแต่ละคนด้วยวิธีการอันแตกต่างกัน แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็ส่อเจตนาเช่นเดียวกันในการแสวงหาความสุขทางเพศต่อเด็กที่ยังอ่อนเดียงสา ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงพฤติกรรมแก่เด็กเหล่านั้นในลักษณะเดียวกัน และจะเป็นผลเสียหายต่อสังคมต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวให้จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม คงลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (เมทินี ชโลธร-ไชยยงค์ คงจันทร์-สมยศ เข็มทอง) ศาลอาญา - หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์ ศาลอุทธรณ์ - นายวิชาญ กาญจนะ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6288/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ4480/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ385/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
544503
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวิชาญ กาญจนะ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983034"
    }
}
date
2555
deka_no
19958/2555
deka_running_no
19958
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "เมทินี ชโลธร",
    "ไชยยงค์ คงจันทร์",
    "สมยศ เข็มทอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 317 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายไรอัน วิลเลี่ยม เจมส์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 278, 279, 317, 319 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 (ที่ถูก มาตรา 279 วรรคแรก) ที่กระทำต่อ ด.ช. น. หรือเอ็ม ด.ช. ล. หรือโต้ง จำคุกกระทงละ 6 เดือน กระทำต่อ ด.ช. ม. หรือลม จำคุก 4 เดือน กระทำต่อ ด.ช. ช. ด.ช. ณ. หรือวาต จำคุกกระทงละ 1 เดือนรวมเป็นจำคุก 18 เดือน ริบทรัพย์สินตามบัญชีของกลางคดีอาญาเฉพาะลำดับที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 คำขออื่นยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามด้วย จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก25 ปี ลงโทษจำคุกในความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา279 วรรคแรก กระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี รวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 30 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า การกระทำของจำเลยมิได้เป็นการล่วงล้ำอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลของเด็กทั้งห้า เด็กทั้งห้ามาที่ห้องพักของจำเลยเอง หรือมาที่ห้องพักเพราะเพื่อนเป็นผู้ชักชวนโดยจำเลยไม่ได้ใช้กลอุบายล่อลวงมาและเด็กทุกคนมีอิสระที่จะไปไหนมาไหนหรือจะกระทำการหรือไม่กระทำการใดด้วยสมัครใจของตนเองนั้นเห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 แม้จะมุ่งคุ้มครองมิให้มีผู้ใดมาก่อการรบกวน หรือกระทำการใด ๆ อันจะกระทบต่ออำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก แต่กรณีจะเป็นความผิดดังกล่าวได้จะต้องมีการกระทำที่เป็นการพราก ซึ่งหมายถึง การพาเอาไปเสียประกอบด้วย แต่จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความว่า ด.ช. น. รู้จักนายแอนดี้ซึ่งเคยพักอยู่ห้องเดียวกับจำเลยมาก่อนและเคยมาพักที่ห้องพักของจำเลยด้วย หลังจากนั้น ด.ช. น. ได้แนะนำ ด.ช. ล. หรือโต้ง สรสิทธิ์ เด็กชาย ช. หรือเอ้ และเด็กชาย ม. หรือลม บู่เรือง ให้รู้จักจำเลยและมาที่ห้องพักดังกล่าวเนื่องจากมีของเล่นและคอมพิวเตอร์ ส่วนเด็กชาย ณ. หรือวาต มีนายแอนดี้เป็นผู้แนะนำให้รู้จักจำเลย และมาเล่นคอมพิวเตอร์ที่ห้องพักของจำเลยเช่นกัน ทุกครั้งที่มาจำเลยจะให้อาหารและขนมหรือเงินแก่เด็กทั้งห้าโดยเฉพาะเด็กชาย ช.หรือเอ้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยด้วยว่า เหตุที่มาที่ห้องพักของจำเลยเพราะอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรจะทำ ซึ่งแสดงว่าเด็กทั้งห้ามาที่ห้องพักของจำเลยเองด้วยความเต็มใจ จำเลยไม่เคยเป็นผู้พามา และเด็กทั้งห้าสามารถกลับบ้านของตนเองได้เสมอหากต้องการเช่นนั้น เช่นนี้จำเลยจึงมิได้กระทำการใด ๆ อันเป็นพรากเด็กทั้งห้าไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล จำเลยย่อมไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวมาด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า มีเหตุสมควรกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก แต่ละกระทงลดหลั่นกันไปตามลักษณะการกระทำต่อเด็กแต่ละคนดังที่ศาลชั้นต้นกำหนดหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะกระทำอนาจารต่อเด็กแต่ละคนด้วยวิธีการอันแตกต่างกัน แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็ส่อเจตนาเช่นเดียวกันในการแสวงหาความสุขทางเพศต่อเด็กที่ยังอ่อนเดียงสา ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงพฤติกรรมแก่เด็กเหล่านั้นในลักษณะเดียวกัน และจะเป็นผลเสียหายต่อสังคมต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวให้จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม คงลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ4480/2548
primary_red_case_no
อ385/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000385.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6288/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555