คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8753/2556 ฉบับเต็ม

#544526
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8753/2556 กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหัวเขาสมอคร้า โจทก์ นายสมศักดิ์ บุญเรือง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1012, มาตรา 1015, มาตรา 1025 ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) ผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดีโดยเป็นโจทก์ยื่นคำฟ้องหรือเป็นจำเลยที่ถูกฟ้องต่อศาลได้นั้น จะต้องเป็นบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) ซึ่งบัญญัติว่า "คู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล ฯลฯ" และคำว่า บุคคล นั้น ตาม ป.พ.พ. ได้แก่ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหัวเขาสมอคร้า ที่เป็นโจทก์นั้นมิใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล โจทก์เป็นเพียงคณะบุคคลมิใช่บุคคลตามกฎหมายจึงไม่อาจเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ และการรวมกันก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์โจทก์เป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันโดยไม่ปรากฏจากการนำสืบของโจทก์ว่ามีวัตถุประสงค์จะแบ่งปันผลกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำจึงไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 ประกอบมาตรา 1025 อีกทั้งการรวมกลุ่มโจทก์มิได้มีการจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1015 โจทก์จึงไม่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย นอกจากนี้ ส. ก็มิได้ฟ้องคดีในฐานะบุคคลธรรมดา หรือได้รับมอบอำนาจจากสมาชิกทั้งกลุ่มของกลุ่มออมทรัพย์โจทก์ให้ฟ้องคดีนี้ เมื่อโจทก์ไม่ใช่บุคคลตามกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 156,337.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 116,354 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยจำนวน 682 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า กลุ่มออมทรัพย์โจทก์เป็นการรวมกลุ่มของชาวบ้านหมู่ที่ 8 ตำบลวงฆ้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายสุนทรเป็นประธานกลุ่ม ส่วนจำเลยเป็นสมาชิกของกลุ่ม การดำเนินกิจการของโจทก์กระทำโดยสมาชิกนำเงินมาลงหุ้นเพื่อสั่งซื้อสินค้าประเภทปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมาจำหน่ายให้แก่สมาชิกในราคาถูก และจะเก็บเงินหลังจากมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดีโดยเป็นโจทก์ยื่นคำฟ้องหรือเป็นจำเลยที่ถูกฟ้องต่อศาลได้นั้น จะต้องเป็นบุคคลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) ซึ่งบัญญัติว่า "คู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล ฯลฯ" และคำว่า บุคคล นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้แก่ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สำหรับกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหัวเขาสมอคร้าที่เป็นโจทก์นั้นมิใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล โจทก์เป็นเพียงคณะบุคคลไม่ใช่บุคคลตามกฎหมายจึงไม่อาจเป็นคู่ความในคดีได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหัวเขาสมอคร้าโจทก์เป็นการรวมตัวกันและมีวัตถุประสงค์นำเงินลงหุ้นกันสั่งซื้อสินค้าประเภทปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมาจำหน่ายให้แก่สมาชิกและเก็บเงินภายหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว เข้าลักษณะห้างหุ้นส่วนสามัญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1025 การที่หุ้นส่วนโดยเสียงข้างมากต่างตกลงให้นายสุนทรเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นายสุนทรจึงมีอำนาจจัดการแทนหุ้นส่วนทั้งหมด เมื่อถูกจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนของห้างโต้แย้งสิทธิและทำผิดวัตถุประสงค์ของห้าง นายสุนทรจึงมีอำนาจฟ้องแทนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหัวเขาสมอคร้าได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การร่วมกันก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์โจทก์เป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน โดยไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่ามีวัตถุประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำ จึงไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 ประกอบมาตรา1025 อีกทั้งการรวมกลุ่มออมทรัพย์โจทก์มิได้มีการจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 โจทก์จึงไม่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย นอกจากนี้นายสุนทรก็มิได้ฟ้องคดีในฐานะบุคคลธรรมดา หรือได้รับมอบอำนาจจากสมาชิกทั้งหมดของกลุ่มออมทรัพย์โจทก์ให้ฟ้องคดีนี้ เมื่อโจทก์ไม่ใช่บุคคลตามกฎหมายย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมชาติ ธัญญาวินิชกุล-อนันต์ ชุมวิสูตร-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์) ศาลแขวงพิษณุโลก - นายพิทักษ์ ท้วมใจดี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสมเกียรติ เต็งสุวรรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.266/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1107/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3711/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
544526
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพิษณุโลก",
        "judge": "นายพิทักษ์ ท้วมใจดี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายสมเกียรติ เต็งสุวรรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081980895"
    }
}
date
2556
deka_no
8753/2556
deka_running_no
8753
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "สมชาติ ธัญญาวินิชกุล",
    "อนันต์ ชุมวิสูตร",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1012",
            "ม. 1015",
            "ม. 1025"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (11)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหัวเขาสมอคร้า"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมศักดิ์ บุญเรือง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 156,337.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 116,354 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยจำนวน 682 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า กลุ่มออมทรัพย์โจทก์เป็นการรวมกลุ่มของชาวบ้านหมู่ที่ 8 ตำบลวงฆ้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายสุนทรเป็นประธานกลุ่ม ส่วนจำเลยเป็นสมาชิกของกลุ่ม การดำเนินกิจการของโจทก์กระทำโดยสมาชิกนำเงินมาลงหุ้นเพื่อสั่งซื้อสินค้าประเภทปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมาจำหน่ายให้แก่สมาชิกในราคาถูก และจะเก็บเงินหลังจากมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดีโดยเป็นโจทก์ยื่นคำฟ้องหรือเป็นจำเลยที่ถูกฟ้องต่อศาลได้นั้น จะต้องเป็นบุคคลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) ซึ่งบัญญัติว่า "คู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล ฯลฯ" และคำว่า บุคคล นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้แก่ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สำหรับกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหัวเขาสมอคร้าที่เป็นโจทก์นั้นมิใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล โจทก์เป็นเพียงคณะบุคคลไม่ใช่บุคคลตามกฎหมายจึงไม่อาจเป็นคู่ความในคดีได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหัวเขาสมอคร้าโจทก์เป็นการรวมตัวกันและมีวัตถุประสงค์นำเงินลงหุ้นกันสั่งซื้อสินค้าประเภทปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมาจำหน่ายให้แก่สมาชิกและเก็บเงินภายหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว เข้าลักษณะห้างหุ้นส่วนสามัญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1025 การที่หุ้นส่วนโดยเสียงข้างมากต่างตกลงให้นายสุนทรเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นายสุนทรจึงมีอำนาจจัดการแทนหุ้นส่วนทั้งหมด เมื่อถูกจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนของห้างโต้แย้งสิทธิและทำผิดวัตถุประสงค์ของห้าง นายสุนทรจึงมีอำนาจฟ้องแทนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหัวเขาสมอคร้าได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การร่วมกันก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์โจทก์เป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน โดยไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่ามีวัตถุประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำ จึงไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 ประกอบมาตรา1025 อีกทั้งการรวมกลุ่มออมทรัพย์โจทก์มิได้มีการจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 โจทก์จึงไม่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย นอกจากนี้นายสุนทรก็มิได้ฟ้องคดีในฐานะบุคคลธรรมดา หรือได้รับมอบอำนาจจากสมาชิกทั้งหมดของกลุ่มออมทรัพย์โจทก์ให้ฟ้องคดีนี้ เมื่อโจทก์ไม่ใช่บุคคลตามกฎหมายย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1107/2551
primary_red_case_no
พ3711/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000366.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.266/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556