คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8342/2556 ฉบับเต็ม

#544546
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8342/2556 พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น โจทก์ นายเมธี สาลี กับพวก โจทก์ร่วม นายกิตติศักดิ์ สีเล จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าผู้เสียหายเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควร หรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้เสียหายชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกาจากโจทก์ร่วมทั้งสอง ซึ่งยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 297 และริบของกลาง จำเลยให้การว่า ใช้อาวุธมีดของกลางฟันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองจริง แต่มิได้มีเจตนาฆ่า ระหว่างพิจารณา นายเมธี ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวกิติยา ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลที่ชำระไปและต่อไปในอนาคตจำนวน 500,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานได้ เป็นเงินจำนวน 39,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินจำนวน 400,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 939,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลที่ชำระไปและต่อไปในอนาคตจำนวน 500,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานได้ เป็นเงินจำนวน 105,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินจำนวน 500,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 1,105,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมสองกระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี เป็นจำคุก 6 ปี คำรับและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี และริบมีดของกลาง กับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงินจำนวน 359,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงินจำนวน 329,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยให้คิดนับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะคดีในส่วนแพ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยได้นำเงินจำนวน 300,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท ซึ่งโจทก์ร่วมทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักออกจากจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองด้วย และตามคำร้องของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคดีนี้ มีบทบัญญัติกฎหมายมิให้เรียกค่าธรรมเนียม เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าผู้เสียหายเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควรหรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้เสียหายชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกาจากโจทก์ร่วมทั้งสอง จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 159,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 229,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ศาลชั้นต้นคืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกาให้โจทก์ร่วมทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ (พศวัจณ์ กนกนาก-อภิรัตน์ ลัดพลี-ธงชัย เสนามนตรี) ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายณัฐปกรณ์ พิชญปัญญาธรรม ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวสันต์ ตรีสุวรรณ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.221/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ391/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1859/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
544546
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดขอนแก่น",
        "judge": "นายณัฐปกรณ์ พิชญปัญญาธรรม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวสันต์ ตรีสุวรรณ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081980998"
    }
}
date
2556
deka_no
8342/2556
deka_running_no
8342
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "พศวัจณ์ กนกนาก",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ธงชัย เสนามนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 253 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายเมธี สาลี กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายกิตติศักดิ์ สีเล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 297 และริบของกลาง

จำเลยให้การว่า ใช้อาวุธมีดของกลางฟันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองจริง แต่มิได้มีเจตนาฆ่า

ระหว่างพิจารณา นายเมธี ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวกิติยา ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลที่ชำระไปและต่อไปในอนาคตจำนวน 500,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานได้ เป็นเงินจำนวน 39,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินจำนวน 400,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 939,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลที่ชำระไปและต่อไปในอนาคตจำนวน 500,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานได้ เป็นเงินจำนวน 105,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินจำนวน 500,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 1,105,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมสองกระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี เป็นจำคุก 6 ปี คำรับและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี และริบมีดของกลาง กับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงินจำนวน 359,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงินจำนวน 329,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยให้คิดนับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะคดีในส่วนแพ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยได้นำเงินจำนวน 300,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท ซึ่งโจทก์ร่วมทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักออกจากจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองด้วย และตามคำร้องของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคดีนี้ มีบทบัญญัติกฎหมายมิให้เรียกค่าธรรมเนียม เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าผู้เสียหายเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควรหรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้เสียหายชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกาจากโจทก์ร่วมทั้งสอง จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 159,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 229,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ศาลชั้นต้นคืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกาให้โจทก์ร่วมทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
อ391/2551
primary_red_case_no
อ1859/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000367.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.221/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556