คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 693/2556 ฉบับเต็ม

#544547
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 693/2556 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทอรุณทรัพย์พัฒนาการ จำกัด กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 96, มาตรา 341 ป.พ.พ. มาตรา 70 ช. ผู้จัดการโจทก์ สาขาสำโรง เป็นเพียงลูกจ้างของโจทก์ แม้ ช. รู้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดก็จะถือว่าผู้แทนโจทก์รู้ด้วยไม่ได้ ผ. เป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ ซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ เมื่อกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงทำรายงานเสนอ ผ. ว่าจำเลยทั้งสองได้หลอกลวง ช. อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และ ผ. ลงลายมือชื่อรับทราบในรายงานดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2537 จึงต้องถือว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2537 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 (ปัจจุบันศาลอุทธรณ์ภาค 1) พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ตามคำสั่งธนาคารโจทก์ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2537 ระบุว่าโจทก์ สาขาสำโรง รายงานให้สำนักงานภาค 1 สำนักงานใหญ่ ทราบเหตุคดีนี้ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2537 ว่า จำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ฉ้อฉลทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นายผดุง กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง นายธานี ซึ่งเป็นกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเบิกความประกอบบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยานว่า เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบเสร็จ ได้ทำรายงานเสนอนายผดุงว่าจำเลยทั้งสองได้หลอกลวงนายชาญระวีอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และนายผดุงลงลายมือชื่อรับทราบในรายงานดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2537 ตามสำเนารายงานของคณะกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 บัญญัติว่า "นิติบุคคลต้องมีผู้แทนคนหนึ่งหรือหลายคน...ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล" เมื่อนายผดุงเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ตามหนังสือรับรองบริษัท จึงเป็นผู้แทนโจทก์ ดังนั้นโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2537 การที่นายชาญระวี ผู้จัดการโจทก์ สาขาสำโรง รู้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตั้งแต่วันเกิดเหตุวันที่ 2 กันยายน 2537 นั้น นายชาญระวีเป็นเพียงลูกจ้างของโจทก์จะถือว่าผู้แทนโจทก์รู้ด้วยไม่ได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2537 นายธานีซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดี จึงยังไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2537 ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เพื่อให้เป็นไปตามอำนาจพิพากษาของศาลตามลำดับชั้นจึงเห็นควรย้อนสำนวนลงไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว พิพากษาให้กลับ ให้ส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาใหม่ตามรูปคดี (วิวรรต นิ่มละมัย-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี) ศาลแขวงสมุทรปราการ - นายบัณฑิต ถึงลาภ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2352/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ9446/2539 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4145/2540 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
544547
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงสมุทรปราการ",
        "judge": "นายบัณฑิต ถึงลาภ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982555"
    }
}
date
2556
deka_no
693/2556
deka_running_no
693
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "วิวรรต นิ่มละมัย",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 96",
            "ม. 341"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 70"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทอรุณทรัพย์พัฒนาการ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 (ปัจจุบันศาลอุทธรณ์ภาค 1) พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ตามคำสั่งธนาคารโจทก์ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2537 ระบุว่าโจทก์ สาขาสำโรง รายงานให้สำนักงานภาค 1 สำนักงานใหญ่ ทราบเหตุคดีนี้ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2537 ว่า จำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ฉ้อฉลทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นายผดุง กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง นายธานี ซึ่งเป็นกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเบิกความประกอบบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยานว่า เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบเสร็จ ได้ทำรายงานเสนอนายผดุงว่าจำเลยทั้งสองได้หลอกลวงนายชาญระวีอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และนายผดุงลงลายมือชื่อรับทราบในรายงานดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2537 ตามสำเนารายงานของคณะกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 บัญญัติว่า "นิติบุคคลต้องมีผู้แทนคนหนึ่งหรือหลายคน...ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล" เมื่อนายผดุงเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ตามหนังสือรับรองบริษัท จึงเป็นผู้แทนโจทก์ ดังนั้นโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2537 การที่นายชาญระวี ผู้จัดการโจทก์ สาขาสำโรง รู้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตั้งแต่วันเกิดเหตุวันที่ 2 กันยายน 2537 นั้น นายชาญระวีเป็นเพียงลูกจ้างของโจทก์จะถือว่าผู้แทนโจทก์รู้ด้วยไม่ได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2537 นายธานีซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดี จึงยังไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2537 ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เพื่อให้เป็นไปตามอำนาจพิพากษาของศาลตามลำดับชั้นจึงเห็นควรย้อนสำนวนลงไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว

พิพากษาให้กลับ ให้ส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
อ9446/2539
primary_red_case_no
อ4145/2540
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000381.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2352/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556