คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 138/2547 ฉบับเต็ม

#55018
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 138/2547 พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ โจทก์ นาย ปรีชาหรือประสิทธิ์ วรรณวงศ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 56 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัส การที่จำเลยให้การรับสารภาพและยื่นคำร้องขอวางเงิน 20,000 บาท ต่อศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้ผู้เสียหายมารับไปอันเป็นการบรรเทาความเสียหายบางส่วน เพราะมีเจตนาที่จะให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินดังกล่าว และพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไปโดยไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาความเสียหาย แม้ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย โดยอ้างเหตุที่ได้วางเงินชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็พิพากษายืนโดยไม่รอการลงโทษและไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยวางเงิน จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองไม่ดำเนินการแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่วางศาลและไม่วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายเพื่อใช้ดุลพินิจรอหรือไม่รอการลงโทษจำคุก และเมื่อคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นคืนไปได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัส ฯลฯ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงิน 20,000 บาทต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ผู้เสียหายรับเงินไป ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ คดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางศาล ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอคืนเงินจำนวนดังกล่าวที่นำมาวาง ศาลชั้นต้นยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะสั่งคืนเงินจำนวน 20,000 บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นก่อนมีคำพิพากษาให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัส ฯลฯ การที่จำเลยให้การรับสารภาพและยื่นคำร้องขอวางเงินจำนวน 20,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้ผู้เสียหายมารับไปอันเป็นการบรรเทาความเสียหายบางส่วนแสดงว่าจำเลยวางเงินเพื่อจะชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางไว้ดังกล่าว และพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไปโดยไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาความเสียหายด้วยการวางเงินต่อศาลเพื่อให้ผู้เสียหายรับไปแม้ต่อมาจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย โดยอ้างเหตุที่ได้วางเงินชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยและไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยวางเงินต่อศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองไม่ดำเนินการแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่วางศาลและไม่วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายหรือความเสียหายด้วยการวางเงินชำระค่าเสียหายบางส่วนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อใช้ดุลพินิจหรือไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลย และเมื่อคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว โดยไม่มีการดำเนินการตามคำร้องของจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้ เมื่อจำเลยขอเงินที่วางศาลคืน ศาลล่างทั้งสองจะไม่คืนให้แก่จำเลย โดยแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินก่อนนั้น ย่อมเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้เป็นไปตามเจตนาของจำเลยแล้วและเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2544 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายเพชรธนสุวรรณรัตน์ จำเลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 อ้างมานั้น มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ไม่อาจนำมาปรับใช้กับคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้คืนเงินที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นจำนวน 20,000 บาทแก่จำเลย (สิทธิชัย รุ่งตระกูล-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-อุดมศักดิ์ นิติมนตรี) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การที่จำเลยแถลงขอวางเงินเพื่อจะชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย เป็นกรณีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ซึ่งถือเป็นเหตุอื่นอันควรปราณีที่ศาลจะใช้ดุลพินิจในการรอหรือไม่รอการลงโทษจำคุกได้ จำเลยต้องผูกพันตามคำแถลง โดยไม่มีเงื่อนไขที่จะรับเงินคืนหากศาลไม่รอการลงโทษจำเลย กรณีเช่นนี้ ถ้าศาลนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยแล้ว แม้เห็นว่าไม่ควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยก็ตามจำเลยก็ขอรับเงินดังกล่าวคืนไม่ได้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 7024/2544 แต่คดีนี้ศาลไม่ได้นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าจะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่และไม่ได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินไปจากศาลเลย จึงเท่ากับศาลไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ในส่วนนี้ ย่อมไม่มีผลที่จะทำให้จำเลยต้องผูกพันตามคำแถลงของตน จำเลยจึงขอรับเงินคืนได้ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
55018
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082042584"
    }
}
date
2547
deka_no
138/2547
deka_running_no
138
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สิทธิชัย รุ่งตระกูล",
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย",
    "อุดมศักดิ์ นิติมนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 56"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ปรีชาหรือประสิทธิ์ วรรณวงศ์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัส ฯลฯ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงิน 20,000 บาทต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ผู้เสียหายรับเงินไป ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ คดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางศาล ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอคืนเงินจำนวนดังกล่าวที่นำมาวาง ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะสั่งคืนเงินจำนวน 20,000 บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นก่อนมีคำพิพากษาให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัส ฯลฯ การที่จำเลยให้การรับสารภาพและยื่นคำร้องขอวางเงินจำนวน 20,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้ผู้เสียหายมารับไปอันเป็นการบรรเทาความเสียหายบางส่วนแสดงว่าจำเลยวางเงินเพื่อจะชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางไว้ดังกล่าว และพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไปโดยไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาความเสียหายด้วยการวางเงินต่อศาลเพื่อให้ผู้เสียหายรับไปแม้ต่อมาจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย โดยอ้างเหตุที่ได้วางเงินชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยและไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยวางเงินต่อศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองไม่ดำเนินการแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่วางศาลและไม่วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายหรือความเสียหายด้วยการวางเงินชำระค่าเสียหายบางส่วนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อใช้ดุลพินิจหรือไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลย และเมื่อคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว โดยไม่มีการดำเนินการตามคำร้องของจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้ เมื่อจำเลยขอเงินที่วางศาลคืน ศาลล่างทั้งสองจะไม่คืนให้แก่จำเลย โดยแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินก่อนนั้น ย่อมเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้เป็นไปตามเจตนาของจำเลยแล้วและเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2544 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายเพชรธนสุวรรณรัตน์ จำเลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 อ้างมานั้น มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ไม่อาจนำมาปรับใช้กับคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนเงินที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นจำนวน 20,000 บาทแก่จำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การที่จำเลยแถลงขอวางเงินเพื่อจะชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย เป็นกรณีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ซึ่งถือเป็นเหตุอื่นอันควรปราณีที่ศาลจะใช้ดุลพินิจในการรอหรือไม่รอการลงโทษจำคุกได้ จำเลยต้องผูกพันตามคำแถลง โดยไม่มีเงื่อนไขที่จะรับเงินคืนหากศาลไม่รอการลงโทษจำเลย กรณีเช่นนี้ ถ้าศาลนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยแล้ว แม้เห็นว่าไม่ควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยก็ตามจำเลยก็ขอรับเงินดังกล่าวคืนไม่ได้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 7024/2544 แต่คดีนี้ศาลไม่ได้นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าจะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่และไม่ได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินไปจากศาลเลย จึงเท่ากับศาลไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ในส่วนนี้ ย่อมไม่มีผลที่จะทำให้จำเลยต้องผูกพันตามคำแถลงของตน จำเลยจึงขอรับเงินคืนได้ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000919.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547