คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2547 ฉบับเต็ม

#55052
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2547 นาย สุธรรม ปาเฉย โจทก์ นาย ประเทือง มากพิณ จำเลย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดขอให้ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ว่าเป็นของจำเลย จึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ เมื่อราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท จึงอยู่ในอำนาจศาลแขวง ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิตั้งอยู่หมู่ที่ 14 ตำบลดอนทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 14 ไร่ 2 งานเศษเมื่อระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2545 โจทก์ว่าจ้างคนงานเข้าไปถางหญ้าและตัดฟันต้นไม้เพื่อปลูกพืชไร่และทำสวนจำเลยได้เข้าไปถ่ายรูป ข่มขู่และห้ามคนงานของโจทก์มิให้เข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าที่ดินเป็นของจำเลยมิฉะนั้นจะดำเนินคดีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ทำให้โจทก์และคนงานของโจทก์กลัวไม่กล้าเข้าไปในที่ดิน ทั้งนี้โดยจำเลยมีเจตนาแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากโจทก์นำที่ดินออกให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าปีละ 3,000 บาท ขอให้ห้ามมิให้จำเลยพร้อมบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยโดยจำเลยได้หักร้างถางพงและครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาตั้งแต่ปี 2510 โดยปลูกต้นยูคาลิปตัส ต่อมาระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2545 โจทก์ได้เข้าตัดทำลายต้นยูคาลิปตัสของจำเลย จำเลยห้ามปรามคนงานของโจทก์มิให้ตัดฟันต้นยูคาลิปตัสของจำเลยเท่านั้น ไม่ได้ข่มขู่โจทก์หรือทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากจำเลยนำที่ดินออกให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าปีละ 3,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและห้ามมิให้โจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลย ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายปีละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์และจำเลยแล้วกำหนดราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน47,500 บาท และให้ถือเป็นทุนทรัพย์พิพาทในคดีนี้ ระหว่างนัดสืบพยานจำเลยศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทซึ่งมีราคา 47,500 บาท อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงพิษณุโลก ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 18 จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลแขวงพิษณุโลกตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสาม จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลยจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์เมื่อราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงพิษณุโลก ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงพิษณุโลกซึ่งคดีอยู่ในเขตอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16วรรคสี่ ได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-สุรพล เจียมจูไร-พลรัตน์ ประทุมทาน) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คำฟ้องของโจทก์ที่ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน จำเลยโต้แย้งว่าที่ดินเป็นของจำเลยโดยจำเลยมีเจตนาแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์ ขอให้ห้ามมิให้จำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์นั้น ถือได้ว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์มาตั้งแต่ยื่นฟ้องต่อศาลแล้วมิใช่เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์แต่เปลี่ยนเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เพราะจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์แต่อย่างไรศาลจังหวัดจึงน่าจะสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม 16 วรรคสี่ตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้อง ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
55052
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041831"
    }
}
date
2547
deka_no
813/2547
deka_running_no
813
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "พลรัตน์ ประทุมทาน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "law_abbr": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "sections": [
            "ม. 16"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย สุธรรม ปาเฉย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ประเทือง มากพิณ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิตั้งอยู่หมู่ที่ 14 ตำบลดอนทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 14 ไร่ 2 งานเศษเมื่อระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2545 โจทก์ว่าจ้างคนงานเข้าไปถางหญ้าและตัดฟันต้นไม้เพื่อปลูกพืชไร่และทำสวนจำเลยได้เข้าไปถ่ายรูป ข่มขู่และห้ามคนงานของโจทก์มิให้เข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าที่ดินเป็นของจำเลยมิฉะนั้นจะดำเนินคดีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ทำให้โจทก์และคนงานของโจทก์กลัวไม่กล้าเข้าไปในที่ดิน ทั้งนี้โดยจำเลยมีเจตนาแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากโจทก์นำที่ดินออกให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าปีละ 3,000 บาท ขอให้ห้ามมิให้จำเลยพร้อมบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยโดยจำเลยได้หักร้างถางพงและครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาตั้งแต่ปี 2510 โดยปลูกต้นยูคาลิปตัส ต่อมาระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2545 โจทก์ได้เข้าตัดทำลายต้นยูคาลิปตัสของจำเลย จำเลยห้ามปรามคนงานของโจทก์มิให้ตัดฟันต้นยูคาลิปตัสของจำเลยเท่านั้น ไม่ได้ข่มขู่โจทก์หรือทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากจำเลยนำที่ดินออกให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าปีละ 3,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและห้ามมิให้โจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลย ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายปีละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์และจำเลยแล้วกำหนดราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน47,500 บาท และให้ถือเป็นทุนทรัพย์พิพาทในคดีนี้

ระหว่างนัดสืบพยานจำเลยศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทซึ่งมีราคา 47,500 บาท อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงพิษณุโลก ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 18 จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลแขวงพิษณุโลกตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสาม

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลยจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์เมื่อราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงพิษณุโลก ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงพิษณุโลกซึ่งคดีอยู่ในเขตอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16วรรคสี่ ได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คำฟ้องของโจทก์ที่ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน จำเลยโต้แย้งว่าที่ดินเป็นของจำเลยโดยจำเลยมีเจตนาแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์ ขอให้ห้ามมิให้จำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์นั้น ถือได้ว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์มาตั้งแต่ยื่นฟ้องต่อศาลแล้วมิใช่เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์แต่เปลี่ยนเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เพราะจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์แต่อย่างไรศาลจังหวัดจึงน่าจะสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม 16 วรรคสี่ตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้อง ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000912.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547