คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3809/2546 ฉบับเต็ม

#55058
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3809/2546 ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน โจทก์ ผู้ซื้อทรัพย์ โจทก์ นางสาว อุสนา นาคไร่ขิง โจทก์ นาย สมนึก เจตน์จิราวัฒน์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 296, มาตรา 309 ทวิ จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์เคยประเมินราคาที่ดินทั้งสองแปลงไว้ประมาณ8,000,000 บาท แต่ขายทอดตลาดไปในราคา 5,600,000 บาท โดยโจทก์ซื้อที่ดินแปลงแรกในราคาต่ำกว่าที่ดินแปลงที่สองถึง 1,000,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ติดกันและก่อนขายทอดตลาดจำเลยก็ได้ยื่นคำคัดค้านการประเมินราคาที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้เป็นเงิน 5,432,700 บาท ว่าเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาที่โจทก์ประเมินไว้และต่ำกว่าราคาตามความเป็นจริงในท้องตลาด เป็นการขายโดยไม่สุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นธรรมแก่จำเลย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ข้ออ้างตามคำร้องดังกล่าวเป็นเรื่องโต้แย้งราคาขายซึ่งอาจแตกต่างจากการซื้อขายกันตามปกติได้ ส่วนการประเมินราคาก็เป็นการกำหนดราคาไว้ในเบื้องต้นซึ่งไม่แน่นอนแล้วแต่ภาวะเศรษฐกิจ คำร้องของจำเลยจึงมิได้กล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งดังที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง หรือเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลหรือความไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 5,655,012.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้น 5,513,697.96บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ฟ้องวันที่ 27 เมษายน 2542) หากไม่ชำระให้บังคับเอาทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 20349 ถึง 20351 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงนำยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งมีผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้คือโจทก์และนางสาวอุสนา นาคไร่ขิง จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่20349 และเลขที่ 20351 ไปในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินของโจทก์ และต่ำกว่าราคาในท้องตลาดมาก จึงเป็นการไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด นางสาวอุสนา นาคไร่ขิง ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เข้าประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 20351 ได้แต่ไม่สามารถเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ จำเลยที่ 1 จงใจประวิงการบังคับคดี ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำร้อง จำเลยที่ 1 มิได้กล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายอย่างไรบ้าง คงปรากฏแต่เพียงว่าเจ้าพนักงานขายทอดตลาดในราคาต่ำกว่าราคาที่โจทก์ประเมินและเจ้าพนักงานไม่วินิจฉัยคำคัดค้านราคา กับไม่ชะลอการขาย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาด ให้ยกคำร้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชอบและฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้อง จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ได้เคยประเมินราคาที่ดินทั้งสองแปลงไว้เป็นเงินประมาณ 8,000,000 บาท แต่ขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงไปในราคา 5,600,000 บาท โดยโจทก์ซื้อที่ดินแปลงแรกไปในราคาต่ำกว่าที่ดินแปลงที่สองถึง 1,000,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ติดกัน นอกจากนี้ก่อนขายทอดตลาดจำเลยที่ 1 ก็ได้ยื่นคำแถลงคัดค้านการประเมินราคาที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้เป็นเงิน 5,432,700 บาท ว่าเป็นราคาต่ำกรณีจึงเป็นการขายทอดตลาดที่ต่ำกว่าราคาที่โจทก์ประเมินไว้ และต่ำกว่าราคาตามความเป็นจริงในท้องตลาด เป็นการขายโดยไม่สุจริตและชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นธรรมแก่จำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ข้ออ้างตามคำร้องดังกล่าวเป็นเรื่องโต้แย้งราคาขายซึ่งอาจแตกต่างจากการซื้อขายกันตามปกติได้ ส่วนการประเมินราคาก็เป็นการกำหนดราคาไว้ในเบื้องต้นซึ่งไม่แน่นอนแล้วแต่ภาวะเศรษฐกิจ คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงมิได้กล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งดังที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง หรือเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลหรือความไม่สุจริต หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ" (ปรีดี รุ่งวิสัย-ทองหล่อ โฉมงาม-สมศักดิ์ เนตรมัย) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
55058
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082044941"
    }
}
date
2546
deka_no
3809/2546
deka_running_no
3809
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "ปรีดี รุ่งวิสัย",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 296",
            "ม. 309 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้ซื้อทรัพย์"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว อุสนา นาคไร่ขิง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สมนึก เจตน์จิราวัฒน์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 5,655,012.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้น 5,513,697.96บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ฟ้องวันที่ 27 เมษายน 2542) หากไม่ชำระให้บังคับเอาทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 20349 ถึง 20351 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงนำยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งมีผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้คือโจทก์และนางสาวอุสนา นาคไร่ขิง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่20349 และเลขที่ 20351 ไปในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินของโจทก์ และต่ำกว่าราคาในท้องตลาดมาก จึงเป็นการไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

นางสาวอุสนา นาคไร่ขิง ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เข้าประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 20351 ได้แต่ไม่สามารถเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ จำเลยที่ 1 จงใจประวิงการบังคับคดี ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำร้อง จำเลยที่ 1 มิได้กล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายอย่างไรบ้าง คงปรากฏแต่เพียงว่าเจ้าพนักงานขายทอดตลาดในราคาต่ำกว่าราคาที่โจทก์ประเมินและเจ้าพนักงานไม่วินิจฉัยคำคัดค้านราคา กับไม่ชะลอการขาย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาด ให้ยกคำร้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชอบและฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้อง จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ได้เคยประเมินราคาที่ดินทั้งสองแปลงไว้เป็นเงินประมาณ 8,000,000 บาท แต่ขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงไปในราคา 5,600,000 บาท โดยโจทก์ซื้อที่ดินแปลงแรกไปในราคาต่ำกว่าที่ดินแปลงที่สองถึง 1,000,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ติดกัน นอกจากนี้ก่อนขายทอดตลาดจำเลยที่ 1 ก็ได้ยื่นคำแถลงคัดค้านการประเมินราคาที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้เป็นเงิน 5,432,700 บาท ว่าเป็นราคาต่ำกรณีจึงเป็นการขายทอดตลาดที่ต่ำกว่าราคาที่โจทก์ประเมินไว้ และต่ำกว่าราคาตามความเป็นจริงในท้องตลาด เป็นการขายโดยไม่สุจริตและชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นธรรมแก่จำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ข้ออ้างตามคำร้องดังกล่าวเป็นเรื่องโต้แย้งราคาขายซึ่งอาจแตกต่างจากการซื้อขายกันตามปกติได้ ส่วนการประเมินราคาก็เป็นการกำหนดราคาไว้ในเบื้องต้นซึ่งไม่แน่นอนแล้วแต่ภาวะเศรษฐกิจ คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงมิได้กล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งดังที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง หรือเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลหรือความไม่สุจริต หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ"
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000940.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546