คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 435/2547 ฉบับเต็ม

#55068
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 435/2547 บริษัท ยูซี เทรดดิ้ง จำกัด โจทก์ นาย ทวีศิลป์ ชนะสิทธิ์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 680, มาตรา 686, มาตรา 698 ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะเป็นฟ้องซ้อนมิได้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686ถ้าลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด เจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดได้แต่นั้นประกอบกับมาตรา 691 ถ้าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ผู้ค้ำประกันย่อมไม่มีสิทธิตามมาตรา 688,689 และ 690 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันที่ต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้น ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต่อไปได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งพนักงานฝ่ายพัฒนาการขายมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงาน โดยไม่จำกัดวงเงิน เมื่อระหว่างเดือนกันยายน2543 ถึงเดือนมิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 ได้เก็บเงินค่าสินค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์จำนวน404,805.40 บาท กับได้เบียดบังสินค้าของโจทก์ไปหลายรายการเป็นเงิน 69,880 บาท ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินรวมกัน 474,685.40 บาท ได้ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าเสียหายดังกล่าวให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 404,805.40 บาท นับแต่วันครบกำหนดเก็บเงินตามใบวางบิลค่าสินค้าฉบับสุดท้ายคือวันที่ 29 กรกฎาคม 2544 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 9,149.71 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 69,880 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบสินค้าไปจากโจทก์ครั้งสุดท้ายคือวันที่ 16มิถุนายน 2544 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,766.15 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงินรวมกัน 485,601.26 บาท และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยเบียดบังสินค้าและเงินค่าสินค้าของโจทก์แต่โจทก์เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าไม่ได้ จึงบังคับให้จำเลยที่ 1 เซ็นชื่อรับผิดแทนลูกค้าขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์มีหน้าที่ขายสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์โดยไม่จำกัดวงเงินและยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ระหว่างการปฏิบัติงานโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 เบียดบังสินค้าที่นำไปจำหน่ายและเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินรวม 474,685.40 บาท ก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้โจทก์ได้นำมูลคดีนี้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ ซึ่งคดีอาญาดังกล่าวพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงพระนครเหนือแล้ว พร้อมทั้งมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์อันเป็นมูลหนี้ในคดีนี้ให้แก่โจทก์ด้วย ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวและพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้เบียดบังสินค้าของโจทก์และเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์ตามฟ้อง พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 474,685.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องคือวันที่ 16 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 หนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์จึงยังไม่แน่นอน ไม่อาจคำนวณหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1รับผิดต่อโจทก์ได้ ต้องยกฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางมิได้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ถ้าลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด เจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดได้แต่นั้น ประกอบกับมาตรา 691 ถ้าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมไม่มีสิทธิตามมาตรา 688, 689 และ 690 เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันที่ต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้น ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต่อไปได้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยเบียดบังยักยอกสินค้าของโจทก์และเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบแก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินรวม474,685.40 บาท จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ปัญญา สุทธิบดี-อรพินท์ เศรษฐมานิต-สถิตย์ อรรถบลยุคล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ สัญญาค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ซึ่งต้องมีหนี้ประธานที่ลูกหนี้ต้องรับผิดอยู่ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ถ้าไม่มีหนี้ประธาน ผู้ค้ำประกันก็หามีความรับผิดไม่ และผู้ค้ำประกันมีสิทธิยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ที่มีอยู่นั้นขึ้นปฏิเสธความรับผิดได้ตามมาตรา 694 ทั้งผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหากหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ ตามมาตรา 698 คดีนี้ศาลแรงงานยกฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เพราะเป็นฟ้องซ้อน มิใช่เพราะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และมิใช่เป็นกรณีที่หนี้ระงับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงยังมีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันอยู่ ศาลแรงงานจึงพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ต่อไปได้ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
55068
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082042162"
    }
}
date
2547
deka_no
435/2547
deka_running_no
435
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญา สุทธิบดี",
    "อรพินท์ เศรษฐมานิต",
    "สถิตย์ อรรถบลยุคล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 680",
            "ม. 686",
            "ม. 698"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ยูซี เทรดดิ้ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ทวีศิลป์ ชนะสิทธิ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งพนักงานฝ่ายพัฒนาการขายมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงาน โดยไม่จำกัดวงเงิน เมื่อระหว่างเดือนกันยายน2543 ถึงเดือนมิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 ได้เก็บเงินค่าสินค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์จำนวน404,805.40 บาท กับได้เบียดบังสินค้าของโจทก์ไปหลายรายการเป็นเงิน 69,880 บาท ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินรวมกัน 474,685.40 บาท ได้ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าเสียหายดังกล่าวให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 404,805.40 บาท นับแต่วันครบกำหนดเก็บเงินตามใบวางบิลค่าสินค้าฉบับสุดท้ายคือวันที่ 29 กรกฎาคม 2544 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 9,149.71 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 69,880 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบสินค้าไปจากโจทก์ครั้งสุดท้ายคือวันที่ 16มิถุนายน 2544 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,766.15 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงินรวมกัน 485,601.26 บาท และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยเบียดบังสินค้าและเงินค่าสินค้าของโจทก์แต่โจทก์เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าไม่ได้ จึงบังคับให้จำเลยที่ 1 เซ็นชื่อรับผิดแทนลูกค้าขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์มีหน้าที่ขายสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์โดยไม่จำกัดวงเงินและยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ระหว่างการปฏิบัติงานโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 เบียดบังสินค้าที่นำไปจำหน่ายและเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินรวม 474,685.40 บาท ก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้โจทก์ได้นำมูลคดีนี้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ ซึ่งคดีอาญาดังกล่าวพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงพระนครเหนือแล้ว พร้อมทั้งมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์อันเป็นมูลหนี้ในคดีนี้ให้แก่โจทก์ด้วย ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวและพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้เบียดบังสินค้าของโจทก์และเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์ตามฟ้อง พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 474,685.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องคือวันที่ 16 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 หนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์จึงยังไม่แน่นอน ไม่อาจคำนวณหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1รับผิดต่อโจทก์ได้ ต้องยกฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางมิได้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ถ้าลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด เจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดได้แต่นั้น ประกอบกับมาตรา 691 ถ้าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมไม่มีสิทธิตามมาตรา 688, 689 และ 690 เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันที่ต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้น ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต่อไปได้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยเบียดบังยักยอกสินค้าของโจทก์และเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบแก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินรวม474,685.40 บาท จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
สัญญาค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ซึ่งต้องมีหนี้ประธานที่ลูกหนี้ต้องรับผิดอยู่ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ถ้าไม่มีหนี้ประธาน ผู้ค้ำประกันก็หามีความรับผิดไม่ และผู้ค้ำประกันมีสิทธิยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ที่มีอยู่นั้นขึ้นปฏิเสธความรับผิดได้ตามมาตรา 694 ทั้งผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหากหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ ตามมาตรา 698 คดีนี้ศาลแรงงานยกฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เพราะเป็นฟ้องซ้อน มิใช่เพราะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และมิใช่เป็นกรณีที่หนี้ระงับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงยังมีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันอยู่ ศาลแรงงานจึงพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ต่อไปได้ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000915.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547