คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12039 -ที่ 12042/2553 ฉบับเต็ม

#554399
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12039 - 12042/2553 นายสุบิน แตงอ่อน กับพวก โจทก์ บริษัทรุ่งโรจน์วิกรัย จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150, มาตรา 850, มาตรา 852 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 สิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เป็นสิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แต่เมื่อโจทก์ทั้งสี่สมัครใจทำข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องในเงินจำนวนดังกล่าวภายหลังจากที่จำเลยเลิกจ้าง ซึ่งในขณะนั้นโจทก์ทั้งสี่พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยและมีอิสระที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของตนเองได้ เพราะพ้นพันธกรณีและอำนาจบังคับบัญชาจากจำเลยไปแล้ว ข้อตกลงอันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์ หาได้ขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะส่งผลให้เป็น โมฆะแต่อย่างใดไม่ โจทก์ทั้งสี่จึงต้องผูกพันและปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ___________________________ คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และเรียกจำเลยทั้งสี่สำนวนว่า จำเลย โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 599,840 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 599,840 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 495,520 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 495,520 บาท ค่าทำงานในวันหยุดแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 52,300 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 52,300 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 36,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 36,000 บาท ค่าล่วงเวลาในวันหยุดแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 252,976 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 252,976 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 187,776 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 187,776 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ของต้นเงินทั้งสามจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า ค่าจ้างที่โจทก์ทั้งสี่ได้รับจากจำเลย วันที่จำเลยจ่ายค่าจ้างกับวันเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่เป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การของโจทก์ทั้งสี่และจำเลย รายได้ย้อนหลัง 6 เดือน ของโจทก์ทั้งสี่ก่อนถูกเลิกจ้างในเรื่องเงินเดือน เงินจูงใจ เงินอุดหนุนค่าเช่าบ้าน เงินอื่นๆ ค่าทำงานในวันหยุด และรายได้รวมเป็นไปตามเอกสาร ระหว่างที่โจทก์ทั้งสี่เป็นลูกจ้างจำเลยได้ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติและในวันหยุด มีจำนวนชั่วโมงตามเอกสาร จำเลยกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่าเที่ยวหรือเงินจูงใจให้แก่โจทก์ทั้งสี่ โดยคำนวณค่าเที่ยวเท่ากับระยะทางวิ่งที่มีสินค้า (กิโลเมตร) คูณด้วยน้ำหนักบรรทุก (ตัน) คูณอัตราตัวแปรสินค้าเป็นไปตามเอกสาร เมื่อโจทก์ทั้งสี่และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงอันถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกัน เพื่อยุติข้อพิพาท ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี และโจทก์ทั้งสี่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปครบถ้วนแล้ว ตามสำเนาบันทึกการเจรจา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ว่า การที่โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามสำเนาบันทึกการเจรจาซึ่งระบุไว้ในข้อ 3 ว่า หากนายจ้างจ่ายค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าครบถ้วนแล้ว ลูกจ้างไม่ติดใจเรียกร้องเงินอื่นๆ เช่น ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจากนายจ้างอีกต่อไป และโจทก์ทั้งสี่รับว่าได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปครบถ้วนแล้ว นั้น โจทก์ทั้งสี่ยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดจากจำเลยตามฟ้องได้อีกหรือไม่ เห็นว่า คำว่า "เงินอื่นๆ" ที่ระบุไว้ในสำเนาบันทึกการเจรจาข้อ 3 หากเทียบกับตัวอย่างต่อท้ายที่ยกขึ้นระบุไว้ ย่อมเล็งเห็นถึงความประสงค์ของโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยว่าให้ หมายถึง เงินทุกประเภทอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิที่จะได้รับตามกฎหมายจากนายจ้างก่อนที่มีการเลิกจ้าง ซึ่งมีความหมายรวมถึงค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามที่โจทก์ทั้งสี่เรียกร้องมาด้วย สิทธิเรียกเงินประเภทดังกล่าวตามที่โจทก์เรียกร้องมานั้น แม้เป็นสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสี่สมัครใจทำข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องดังกล่าวภายหลังจากที่จำเลยเลิกจ้าง ซึ่งในขณะนั้นโจทก์ทั้งสี่พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยและมีอิสระที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของตนเองได้ เพราะพ้นพันธะกรณีและอำนาจบังคับบัญชาจากจำเลยไปแล้ว ข้อตกลงอันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์ หาได้ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันจะส่งผลให้เป็นโมฆะแต่อย่างใดไม่ โจทก์ทั้งสี่จึงต้องผูกพันและปฏิบัติตามบันทึกการเจรจา เมื่อโจทก์ได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจากจำเลยครบถ้วนแล้ว โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินอื่นๆ ซึ่งหมายรวมถึงค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดดังที่วินิจฉัยข้างต้นเพราะสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่ยอมสละแล้วซึ่งย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์ทั้งสี่ไม่อาจจะรื้อฟื้นสิทธิที่ระงับไปแล้วตามกฎหมายมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้อีก ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (นิพนธ์ ใจสำราญ-ดิเรก อิงคนินันท์-อนันต์ ชุมวิสูตร) ศาลแรงงานภาค 2 - นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554399
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานภาค 2",
        "judge": "นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993028"
    }
}
date
2553
deka_no
12042/2553
deka_running_no
12042
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "นิพนธ์ ใจสำราญ",
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "อนันต์ ชุมวิสูตร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150",
            "ม. 850",
            "ม. 852"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 5"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุบิน แตงอ่อน กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทรุ่งโรจน์วิกรัย จำกัด"
    }
]
long_text
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และเรียกจำเลยทั้งสี่สำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 599,840 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 599,840 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 495,520 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 495,520 บาท ค่าทำงานในวันหยุดแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 52,300 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 52,300 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 36,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 36,000 บาท ค่าล่วงเวลาในวันหยุดแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 252,976 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 252,976 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 187,776 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 187,776 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ของต้นเงินทั้งสามจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า ค่าจ้างที่โจทก์ทั้งสี่ได้รับจากจำเลย วันที่จำเลยจ่ายค่าจ้างกับวันเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่เป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การของโจทก์ทั้งสี่และจำเลย รายได้ย้อนหลัง 6 เดือน ของโจทก์ทั้งสี่ก่อนถูกเลิกจ้างในเรื่องเงินเดือน เงินจูงใจ เงินอุดหนุนค่าเช่าบ้าน เงินอื่นๆ ค่าทำงานในวันหยุด และรายได้รวมเป็นไปตามเอกสาร ระหว่างที่โจทก์ทั้งสี่เป็นลูกจ้างจำเลยได้ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติและในวันหยุด มีจำนวนชั่วโมงตามเอกสาร จำเลยกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่าเที่ยวหรือเงินจูงใจให้แก่โจทก์ทั้งสี่ โดยคำนวณค่าเที่ยวเท่ากับระยะทางวิ่งที่มีสินค้า (กิโลเมตร) คูณด้วยน้ำหนักบรรทุก (ตัน) คูณอัตราตัวแปรสินค้าเป็นไปตามเอกสาร เมื่อโจทก์ทั้งสี่และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงอันถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกัน เพื่อยุติข้อพิพาท ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี และโจทก์ทั้งสี่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปครบถ้วนแล้ว ตามสำเนาบันทึกการเจรจา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ว่า การที่โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามสำเนาบันทึกการเจรจาซึ่งระบุไว้ในข้อ 3 ว่า หากนายจ้างจ่ายค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าครบถ้วนแล้ว ลูกจ้างไม่ติดใจเรียกร้องเงินอื่นๆ เช่น ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจากนายจ้างอีกต่อไป และโจทก์ทั้งสี่รับว่าได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปครบถ้วนแล้ว นั้น โจทก์ทั้งสี่ยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดจากจำเลยตามฟ้องได้อีกหรือไม่ เห็นว่า คำว่า "เงินอื่นๆ" ที่ระบุไว้ในสำเนาบันทึกการเจรจาข้อ 3 หากเทียบกับตัวอย่างต่อท้ายที่ยกขึ้นระบุไว้ ย่อมเล็งเห็นถึงความประสงค์ของโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยว่าให้ หมายถึง เงินทุกประเภทอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิที่จะได้รับตามกฎหมายจากนายจ้างก่อนที่มีการเลิกจ้าง ซึ่งมีความหมายรวมถึงค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามที่โจทก์ทั้งสี่เรียกร้องมาด้วย สิทธิเรียกเงินประเภทดังกล่าวตามที่โจทก์เรียกร้องมานั้น แม้เป็นสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสี่สมัครใจทำข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องดังกล่าวภายหลังจากที่จำเลยเลิกจ้าง ซึ่งในขณะนั้นโจทก์ทั้งสี่พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยและมีอิสระที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของตนเองได้ เพราะพ้นพันธะกรณีและอำนาจบังคับบัญชาจากจำเลยไปแล้ว ข้อตกลงอันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์ หาได้ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันจะส่งผลให้เป็นโมฆะแต่อย่างใดไม่ โจทก์ทั้งสี่จึงต้องผูกพันและปฏิบัติตามบันทึกการเจรจา เมื่อโจทก์ได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจากจำเลยครบถ้วนแล้ว โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินอื่นๆ ซึ่งหมายรวมถึงค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดดังที่วินิจฉัยข้างต้นเพราะสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่ยอมสละแล้วซึ่งย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์ทั้งสี่ไม่อาจจะรื้อฟื้นสิทธิที่ระงับไปแล้วตามกฎหมายมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้อีก ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000473.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12039 -
year
2553