คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11461/2555 ฉบับเต็ม

#554435
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11461/2555 นายสันติพงษ์ นิมิตรดี โจทก์ นางสาวอัมพร สุธีวงศ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 62 วรรคหนึ่ง แม้การมอบหมายให้เป็นตัวแทนดูแลการขายทอดตลาดและหาบุคคลภายนอกมาซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ตลอดจนการตกลงว่าจะให้ค่าบำเหน็จตอบแทนการดำเนินการไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยมอบหมายให้โจทก์ดูแลการขายทอดตลาดและตกลงจะจ่ายค่าบำเหน็จให้แก่โจทก์ โจทก์จะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ปรากฏว่า ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เป็นเรื่องที่ทนายจำเลยเป็นผู้แจ้งให้โจทก์กระทำการดังกล่าว หาใช่จำเลยเป็นผู้มอบหมายและตกลงจะให้ค่าบำเหน็จดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องไม่ ทั้งการแจ้งดังกล่าวของทนายจำเลยยังมีลักษณะเป็นการจำหน่ายสิทธิหรือผลประโยชน์ของตัวความ ไม่ใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ แทนจำเลยเพื่อรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ทนายความจะมีอำนาจกระทำได้โดยไม่จำต้องมีการมอบอำนาจอย่างชัดแจ้ง ถือไม่ได้ว่าการที่ทนายจำเลยแจ้งเสมียนทนายโจทก์ดังกล่าวข้างต้น เป็นการกระทำภายในขอบอำนาจที่ตัวความได้มอบหมายหรือมอบอำนาจให้ไว้โดยชัดแจ้งหรือปริยายเพื่อรักษาประโยชน์ของตัวความ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 299,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 694/2543 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์เป็นทนายความของนางสาวอรวรรณ ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4551/2539 ของศาลแพ่งธนบุรี เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ 4551/2539 ของศาลแพ่งธนบุรีที่มีการยึดที่ดินของนายวีรพันธุ์ จำเลยในคดีดังกล่าวออกขายทอดตลาด ครั้งแรกมีผู้เสนอราคาสูงสุด 3,800,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีให้เลื่อนการขายออกไปครั้งต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้นายสรพลหรือชลัฐพล ไปในราคา 5,980,000 บาท เมื่อหักค่าธรรมเนียมแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินให้จำเลยผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์ 5,321,073.89 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่ทนายจำเลยผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์มอบหมายให้โจทก์ดูแลการขายทอดตลาดและตกลงจะให้ค่าบำเหน็จนั้น หาจำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือไม่เพราะโจทก์มีนางสาวรัชนีกร เสมียนของโจทก์รู้เห็นเป็นพยานและได้มาเบิกความยืนยันต่อศาล ทั้งยังมีนายสรพลผู้ซื้อทรัพย์มาเบิกความเป็นพยานอีกปากหนึ่งด้วย นอกจากนี้การเป็นตัวแทนตามกฎหมายอาจเป็นโดยแต่งตั้งแสดงออกชัดหรือโดยปริยายก็ย่อมได้นั้น เห็นว่า แม้การมอบหมายให้เป็นตัวแทนดูแลการขายทอดตลาดและหาบุคคลภายนอกมาซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ตลอดจนการตกลงว่าจะให้ค่าบำเหน็จตอบแทนการดำเนินการ ไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือดังที่โจทก์ฟ้องอ้างก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยมอบหมายให้โจทก์ดูแลการขายทอดตลาดและตกลงจะจ่ายค่าบำเหน็จให้แก่โจทก์โจทก์จะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ปรากฏว่าข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ตามทางนำสืบของโจทก์คงมีแต่โจทก์เบิกความว่า จำเลยในคดีนี้แต่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้ดูแลการขายทอดตลาดและให้เป็นนายหน้าหาบุคคลภายนอกมาซื้อทรัพย์ โดยตกลงจะให้ค่านายหน้าในอัตราร้อยละ 5 ของราคาทรัพย์ที่ได้จากการขายทอดตลาด โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน จึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ในทางตรงกันข้ามกลับได้ความจากนางสาวรัชนีกรพยานโจทก์เบิกความว่า นายดามพ์ ทนายจำเลยแจ้งให้ทราบว่าหากคนมาซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวได้จะให้ค่านายหน้าในอัตราร้อยละ 5 โดยให้โจทก์เป็นผู้ดูแลการขายทอดตลาด จึงเห็นได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาและตามที่นางสาวรัชนีกรเบิกความเป็นเรื่องที่นายดามพ์เป็นผู้แจ้งให้โจทก์กระทำการดังกล่าวหาใช่จำเลยเป็นผู้มอบหมายและตกลงจะให้ค่าบำเหน็จดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องไม่ ทั้งการแจ้งดังกล่าวของนายดามพ์ยังมีลักษณะเป็นการจำหน่ายสิทธิหรือผลประโยชน์ของตัวความไม่ใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ แทนจำเลยเพื่อรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ทนายความจะมีอำนาจกระทำได้โดยไม่จำต้องมีการมอบอำนาจอย่างชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าการที่นายดามพ์แจ้งนางสาวรัชนีกรข้างต้นเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจที่ตัวความได้มอบหมายหรือมอบอำนาจให้ไว้โดยชัดแจ้งหรือปริยายเพื่อรักษาประโยชน์ของตัวความ เมื่อพิจารณาพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานแล้ว ก็ไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับโจทก์เลย จะมีก็แต่เฉพาะตามเอกสารที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ และเป็นเพียงการลงชื่อในฐานะพยานเท่านั้น ไม่มีข้อความใดที่บ่งชี้ว่าจำเลยได้มอบหมายให้โจทก์หรือใครเป็นตัวแทนหรือนายหน้าไปกระทำการตามที่โจทก์กล่าวอ้าง นอกจากนี้ที่โจทก์ฎีกาในทำนองว่า โจทก์แนะนำให้นายสรพลมาซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากการขายทอดตลาด และโจทก์เป็นผู้ดูแลการขายทอดตลาดรวมทั้งเข้าสู้ราคาด้วย จึงทำให้ขายทอดตลาดได้ราคาสูงถึง 5,980,000 บาท ส่งผลให้จำเลยได้รับเงินมากถึง 5,321,073.89 บาท หากไม่มีโจทก์ดูแลการขายแล้ว ก็จะขายได้เงินเพียง 3,389,000 บาท แสดงว่าโจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยโดยปริยายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 วรรคสองนั้น เห็นว่า การที่โจทก์แนะนำให้นายสรพลมาซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากการขายทอดตลาดและเป็นผู้ดูแลการขายทอดตลาดรวมทั้งเข้าสู้ราคาข้างต้น หาใช่พฤติการณ์ที่บ่งบอกว่าโจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยโดยปริยายไม่ เพราะโจทก์เองก็เป็นทนายความของนางสาวอรวรรณซึ่งเป็นโจทก์ในคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ การที่โจทก์ไปดูแลการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์ในคดีดังกล่าวโดยตรง ทั้งการขายทอดตลาดจะได้ราคาสูงและสมควรขายหรือไม่ขึ้นอยู่กับมูลค่าของทรัพย์ สภาวะเศรษฐกิจในขณะที่ดำเนินการขายทอดตลาด รวมทั้งอุปสงค์อุปทานของผู้เข้าสู้ราคา ซึ่งเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดเป็นสาระสำคัญ ดังนั้น การที่นายสรพลเข้าสู้ราคาและซื้อทรัพย์ได้นั้น จึงหาได้ขึ้นอยู่กับการที่โจทก์เป็นผู้ดูแลการขายทอดตลาดและร่วมเข้าสู้ราคาเพียงประการเดียวไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยได้ตกลงและมอบหมายให้โจทก์เป็นตัวแทนดูแลการขายทอดตลาดและเป็นนายหน้าหาบุคคลภายนอกมาซื้อทรัพย์โดยตกลงว่าจะให้บำเหน็จตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (พศวัจณ์ กนกนาก-อภิรัตน์ ลัดพลี-ธงชัย เสนามนตรี) ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นายพิชัย เปรุนาวิน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554435
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรสาคร",
        "judge": "นายพิชัย เปรุนาวิน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081985113"
    }
}
date
2555
deka_no
11461/2555
deka_running_no
11461
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "พศวัจณ์ กนกนาก",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ธงชัย เสนามนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 62 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสันติพงษ์ นิมิตรดี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวอัมพร สุธีวงศ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 299,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 694/2543 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์เป็นทนายความของนางสาวอรวรรณ ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4551/2539 ของศาลแพ่งธนบุรี เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ 4551/2539 ของศาลแพ่งธนบุรีที่มีการยึดที่ดินของนายวีรพันธุ์ จำเลยในคดีดังกล่าวออกขายทอดตลาด ครั้งแรกมีผู้เสนอราคาสูงสุด 3,800,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีให้เลื่อนการขายออกไปครั้งต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้นายสรพลหรือชลัฐพล ไปในราคา 5,980,000 บาท เมื่อหักค่าธรรมเนียมแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินให้จำเลยผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์ 5,321,073.89 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่ทนายจำเลยผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์มอบหมายให้โจทก์ดูแลการขายทอดตลาดและตกลงจะให้ค่าบำเหน็จนั้น หาจำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือไม่เพราะโจทก์มีนางสาวรัชนีกร เสมียนของโจทก์รู้เห็นเป็นพยานและได้มาเบิกความยืนยันต่อศาล ทั้งยังมีนายสรพลผู้ซื้อทรัพย์มาเบิกความเป็นพยานอีกปากหนึ่งด้วย นอกจากนี้การเป็นตัวแทนตามกฎหมายอาจเป็นโดยแต่งตั้งแสดงออกชัดหรือโดยปริยายก็ย่อมได้นั้น เห็นว่า แม้การมอบหมายให้เป็นตัวแทนดูแลการขายทอดตลาดและหาบุคคลภายนอกมาซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ตลอดจนการตกลงว่าจะให้ค่าบำเหน็จตอบแทนการดำเนินการ ไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือดังที่โจทก์ฟ้องอ้างก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยมอบหมายให้โจทก์ดูแลการขายทอดตลาดและตกลงจะจ่ายค่าบำเหน็จให้แก่โจทก์โจทก์จะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ปรากฏว่าข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ตามทางนำสืบของโจทก์คงมีแต่โจทก์เบิกความว่า จำเลยในคดีนี้แต่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้ดูแลการขายทอดตลาดและให้เป็นนายหน้าหาบุคคลภายนอกมาซื้อทรัพย์ โดยตกลงจะให้ค่านายหน้าในอัตราร้อยละ 5 ของราคาทรัพย์ที่ได้จากการขายทอดตลาด โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน จึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ในทางตรงกันข้ามกลับได้ความจากนางสาวรัชนีกรพยานโจทก์เบิกความว่า นายดามพ์ ทนายจำเลยแจ้งให้ทราบว่าหากคนมาซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวได้จะให้ค่านายหน้าในอัตราร้อยละ 5 โดยให้โจทก์เป็นผู้ดูแลการขายทอดตลาด จึงเห็นได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาและตามที่นางสาวรัชนีกรเบิกความเป็นเรื่องที่นายดามพ์เป็นผู้แจ้งให้โจทก์กระทำการดังกล่าวหาใช่จำเลยเป็นผู้มอบหมายและตกลงจะให้ค่าบำเหน็จดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องไม่ ทั้งการแจ้งดังกล่าวของนายดามพ์ยังมีลักษณะเป็นการจำหน่ายสิทธิหรือผลประโยชน์ของตัวความไม่ใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ แทนจำเลยเพื่อรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ทนายความจะมีอำนาจกระทำได้โดยไม่จำต้องมีการมอบอำนาจอย่างชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าการที่นายดามพ์แจ้งนางสาวรัชนีกรข้างต้นเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจที่ตัวความได้มอบหมายหรือมอบอำนาจให้ไว้โดยชัดแจ้งหรือปริยายเพื่อรักษาประโยชน์ของตัวความ เมื่อพิจารณาพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานแล้ว ก็ไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับโจทก์เลย จะมีก็แต่เฉพาะตามเอกสารที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ และเป็นเพียงการลงชื่อในฐานะพยานเท่านั้น ไม่มีข้อความใดที่บ่งชี้ว่าจำเลยได้มอบหมายให้โจทก์หรือใครเป็นตัวแทนหรือนายหน้าไปกระทำการตามที่โจทก์กล่าวอ้าง นอกจากนี้ที่โจทก์ฎีกาในทำนองว่า โจทก์แนะนำให้นายสรพลมาซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากการขายทอดตลาด และโจทก์เป็นผู้ดูแลการขายทอดตลาดรวมทั้งเข้าสู้ราคาด้วย จึงทำให้ขายทอดตลาดได้ราคาสูงถึง 5,980,000 บาท ส่งผลให้จำเลยได้รับเงินมากถึง 5,321,073.89 บาท หากไม่มีโจทก์ดูแลการขายแล้ว ก็จะขายได้เงินเพียง 3,389,000 บาท แสดงว่าโจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยโดยปริยายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 วรรคสองนั้น เห็นว่า การที่โจทก์แนะนำให้นายสรพลมาซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากการขายทอดตลาดและเป็นผู้ดูแลการขายทอดตลาดรวมทั้งเข้าสู้ราคาข้างต้น หาใช่พฤติการณ์ที่บ่งบอกว่าโจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยโดยปริยายไม่ เพราะโจทก์เองก็เป็นทนายความของนางสาวอรวรรณซึ่งเป็นโจทก์ในคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ การที่โจทก์ไปดูแลการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์ในคดีดังกล่าวโดยตรง ทั้งการขายทอดตลาดจะได้ราคาสูงและสมควรขายหรือไม่ขึ้นอยู่กับมูลค่าของทรัพย์ สภาวะเศรษฐกิจในขณะที่ดำเนินการขายทอดตลาด รวมทั้งอุปสงค์อุปทานของผู้เข้าสู้ราคา ซึ่งเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดเป็นสาระสำคัญ ดังนั้น การที่นายสรพลเข้าสู้ราคาและซื้อทรัพย์ได้นั้น จึงหาได้ขึ้นอยู่กับการที่โจทก์เป็นผู้ดูแลการขายทอดตลาดและร่วมเข้าสู้ราคาเพียงประการเดียวไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยได้ตกลงและมอบหมายให้โจทก์เป็นตัวแทนดูแลการขายทอดตลาดและเป็นนายหน้าหาบุคคลภายนอกมาซื้อทรัพย์โดยตกลงว่าจะให้บำเหน็จตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000403.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555