ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5351/2545
นาย วีระณัฐ อนุกูล กับพวก
ผู้ร้อง
ป.พ.พ. มาตรา 1458, มาตรา 1495
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องอ้างว่าได้จดทะเบียนสมรสกันหลอก ๆ เพื่อหวังประโยชน์ในทางการค้า มิได้มีเจตนาจะอยู่กินเป็นสามีภริยากันอย่างแท้จริง ทั้งไม่เคยอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาแต่อย่างใด เหตุที่จดทะเบียนสมรสกันเนื่องจากเชื่อตามหมอดูทำนายเท่านั้น แต่ผู้ร้องทั้งสองมิได้นำพยานอื่นเข้าสืบประกอบว่าตนมิได้อยู่กินฉันสามีภริยากันจริง และมิได้ส่งสำเนาทะเบียนบ้านว่ามิได้อยู่บ้านหลังเดียวกัน นอกจากนี้ผู้ร้องทั้งสองยังปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึง 3 ปีเศษ จึงมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ พฤติการณ์ที่นำสืบเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องทั้งสองยินยอมเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 แล้วไม่มีเหตุที่จะมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของผู้ร้องทั้งสองตกเป็นโมฆะได้
___________________________
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองได้ไปจดทะเบียนสมรสกัน ณ สำนักงานทะเบียนอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในการจดทะเบียนสมรสดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสองไม่ได้มีความสมัครใจที่จะสมรสกันอย่างแท้จริง แต่เพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้านับตั้งแต่จดทะเบียนสมรสผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาผู้ร้องทั้งสองได้ไปติดต่อที่สำนักงานทะเบียนอำเภอหาดใหญ่ เพื่อขอให้นายทะเบียนเพิกถอนการสมรสและให้ผู้ร้องที่ 2 กลับคืนสู่สถานะเดิมโดยสามารถใช้คำนำหน้าเป็นนางสาว แต่นายทะเบียนไม่สามารถดำเนินการให้ได้และแจ้งให้ผู้ร้องทั้งสองมายื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้มีคำสั่งว่าการสมรสเป็นโมฆะก่อน ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าการสมรสเป็นโมฆะและให้ผู้ร้องที่ 2 กลับสู่สถานะเดิม โดยการใช้คำนำหน้านามเป็นนางสาว
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องขอ
ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน
ผู้ร้องทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า กรณีมีเหตุที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของผู้ร้องทั้งสองเป็นโมฆะหรือไม่ ผู้ร้องทั้งสองฎีกาว่า ตามคำเบิกความของผู้ร้องทั้งสองก็ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันหลอก ๆ เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้าเท่านั้น มิได้ยินยอมเป็นสามีภริยาให้มีผลผูกพันทางครอบครัวจนถึงปัจจุบันผู้ร้องทั้งสองก็มิได้อยู่กินเป็นสามีภริยากัน การกระทำของผู้ร้องทั้งสองเป็นการสมรสที่ผิดจากเจตนาที่แท้จริง ไม่น่าเชื่อว่าจะยินยอมเป็นสามีภริยากันอันขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 การสมรสเป็นโมฆะนั้น เห็นว่าผู้ร้องทั้งสองคงมีแต่ตัวผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานมาเบิกความลอย ๆ ว่าผู้ร้องทั้งสองไม่มีเจตนาที่จะอยู่กินเป็นสามีภริยากันอย่างแท้จริง เหตุที่จดทะเบียนสมรสกันเนื่องจากเชื่อตามหมอดูทำนายเท่านั้น แต่ผู้ร้องทั้งสองก็ไม่ได้นำพยานบุคคลอื่นเข้าสืบประกอบว่าผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อยู่กินกันฉันสามีภริยากันอย่างแท้จริงและมิได้มีการส่งสำเนาทะเบียนบ้านให้ปรากฏในสำนวนว่าผู้ร้องทั้งสองมิได้อยู่บ้านเดียวกัน นอกจากนี้ผู้ร้องทั้งสองได้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึง 3 ปีเศษ จึงมายื่นคำร้องขอต่อศาลเป็นคดีนี้ พฤติการณ์ตามทางนำสืบของผู้ร้องแสดงว่า ผู้ร้องทั้งสองยินยอมเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 แล้วกรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ผู้ร้องทั้งสองจะมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของผู้ร้องทั้งสองตกเป็นโมฆะได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามานั้น ศาลฎีกาคดีเยาวชนและครอบครัวเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(สมชัย เกษชุมพล-อำนวย เต้พันธ์-สบโชค สุขารมณ์)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คดีนี้หากพิจารณาเพียงผิวเผินแล้วก็จะเกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดผู้ร้องทั้งสองซึ่งจดทะเบียนสมรสกันแล้วจึงไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนหย่าให้เรียบร้อยเพราะจะเป็นการสะดวกและรวดเร็วกว่าการยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ ทั้งการตกลงหย่ากันไม่มีความจำเป็นที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องอ้างถึงเหตุผลใด ๆ เพื่อให้นายทะเบียนจดบันทึกทางทะเบียน แต่ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองฝ่ายปรากฏว่าผู้ร้องทั้งสองได้ไปติดต่อขอให้นายทะเบียนเพิกถอนการสมรส เพื่อให้ผู้ร้องที่ 2 กลับคืนสู่สถานะเดิมโดยสามารถใช้คำนำหน้าเป็นนางสาว นายทะเบียนจึงปฏิเสธเพราะไม่อยู่ในอำนาจของนายทะเบียนที่จะกระทำได้ ตามบรรพ 5 ปัจจุบัน มีข้อแตกต่างจากบรรพ 5 เดิม ที่การสมรสอันฝ่าฝืนต่อเงื่อนไขของกฎหมาย และกฎหมายระบุว่าเป็นโมฆะหรือโมฆียะนั้น ศาลมีอำนาจเพิกถอนการสมรสนั้นได้ จึงบัญญัติอยู่ในหมวดที่เรียกว่า "การเพิกถอนการสมรส" ซึ่งก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการสมรสนั้น ถือว่าการสมรสมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายและตามมาตรา 1496 บรรพ 5 เดิม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการขาดจากการสมรสโดยการหย่าตามคำพิพากษาของศาลมาบังคับโดยอนุโลม แต่ตามบรรพ 5 ที่แก้ไขปี 2519 และฉบับปัจจุบัน บัญญัติแยกการสมรสอันเป็นโมฆะไว้เป็นหมวดหนึ่งต่างหากจากการสมรสอันเป็นโมฆียะ โดยการสมรสอันเป็นโมฆียะอยู่ในหมวดการสิ้นสุดแห่งการสมรส ซึ่งยังรวมไปถึงกรณีที่คู่สมรสตายหรือหย่าไว้ด้วยเมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นข้อแสดงว่าการสมรสที่เป็นโมฆะไม่ก่อให้เกิดสภาพการสมรสที่สมบูรณ์ แต่ยังคงต้องให้ศาลเท่านั้นที่จะพิพากษาแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ(มาตรา 1496) เว้นแต่การสมรสซ้อนซึ่งให้ผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้างขึ้นเองได้ด้วย(มาตรา 1497) โดยเหตุนี้ การสมรสซึ่งเป็นโมฆะจึงมีข้อแตกต่างจากการหย่าหลายประการด้วยกันเช่น 1. การสมรสที่เป็นโมฆะไม่มีผลให้การหย่าลบล้างความเป็นโมฆะของการสมรสกล่าวคือ ไม่ทำให้การสมรสที่เป็นโมฆะสิ้นสุดลง (คำพิพากษาฎีกาที่ 963/2519) ดังนั้นหากในระหว่างที่การสมรสเป็นโมฆะโดยยังไม่มีคำพิพากษาแสดง แต่ชายหรือหญิงไปจดทะเบียนสมรสกับบุคคลอื่น การสมรสครั้งหลังไม่ถือว่าเป็นการสมรสซ้อนอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1452 ไม่ตกเป็นโมฆะ (คำพิพากษาฎีกาที่ 6077/2530) 2. การสมรสที่เป็นโมฆะไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน (มาตรา 1498วรรคหนึ่ง) แม้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ไม่อาจนำหลักการแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1532 และมาตรา 1533 มาใช้บังคับ แต่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการร่วมกันทำมาหาได้หรือไม่ประกอบกับพฤติการณ์อื่นตามมาตรา 1498 วรรคท้าย 3. บทบัญญัติในการคุ้มครองสิทธิของผู้ที่ทำการสมรสโดยสุจริตตามมาตรา 1499มีอยู่ 3 ประการ คือ หลักความไม่เสื่อมสิทธิที่ได้มาเพราะการสมรส หลักการเรียกค่าทดแทน และหลักการเรียกค่าเลี้ยงชีพ โดยมีเหตุผลและหลักเกณฑ์แตกต่างจากกรณีที่มีการฟ้องหย่าตามมาตรา 1523 ถึงมาตรา 1527 สำหรับคดีนี้ เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่าไม่สมัครใจที่จะสมรสกันอย่างแท้จริงเท่ากับอ้างว่าไม่ยินยอมเป็นสามีภริยากันอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1458 จึงเป็นการสมรสโดยไม่สุจริตและรู้ถึงเหตุที่ทำให้การสมรสเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น จึงไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 1499 ดังกล่าว ขณะเดียวกันกฎหมายบัญญัติให้หญิงมีสามีแล้ว แต่สามีเป็นผู้ยังไม่มีบรรดาศักดิ์ให้ใช้คำว่า "นาง" เป็นคำนำนาม ต่างจากหญิงที่ยังไม่มีสามี ให้ใช้คำว่า "นางสาว" เป็นคำนำนามเดิม (พระราชกฤษฎีกาให้ใช้คำนำนามสัตรีพ.ศ. 2460 ข้อ 1(ก)และ(ข) กรณีเช่นนี้ไม่อาจถือว่าเป็นสิทธิของหญิงที่ได้มาเพราะการสมรส หากแต่เป็นการวางกฎเกณฑ์ของคำนำหน้านามสตรีที่มีผลอันเกิดจากกฎหมายเฉพาะโดยไม่ได้คำนึงถึงความสุจริตหรือไม่สุจริตของผู้ทำการสมรสเป็นสำคัญ นอกจากนี้ในประเด็นที่ผู้ร้องอ้างถึงความประสงค์ที่จะกลับคืนสู่สถานะเดิมนั้นเห็นได้ว่า คำพิพากษาที่แสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ ไม่มีผลให้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม เช่นกรณีบอกล้างโมฆียะกรรมตามมาตรา 176 วรรคหนึ่ง หรือการใช้สิทธิเลิกสัญญาตามความในมาตรา 391 วรรคหนึ่ง หากแต่มีลักษณะพิเศษของการชดเชยความเสียหายระหว่างกันตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 1499 เมื่อสถานะของหญิงชายมิได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปโดยการสมรสที่เป็นโมฆะ ดังนั้น การจะให้คืนสถานะเดิมแก่ฝ่ายหญิงในกรณีเช่นนี้จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน ชาติชาย อัครวิบูลย์