คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10325/2556 ฉบับเต็ม

#554769
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10325/2556 นายพิภพ แสงจันทร์ โจทก์ บริษัทอาหารสยาม จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสมกำหนดว่า จำเลยผู้เป็นนายจ้างกับลูกจ้างนำเงินในส่วนของตนเข้าสมทบในกองทุนเงินสะสม ลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนเงินสะสมก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสม การที่จำเลยจัดตั้งกองทุนสะสมจึงเป็นการก่อตั้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างจำเลยกับลูกจ้าง โจทก์ฟ้องให้จำเลยจ่ายเงินสะสมโดยอาศัยสิทธิที่โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสมไม่ใช่การใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินกองทุนเงินสะสมประเภท 1 และเงินกองทุนเงินสะสมประเภท 2 ให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,410,912.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 133,752 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อ พ.ศ.2518 จำเลยจัดตั้งกองทุนเงินสะสมและจัดทำระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสม โจทก์เป็นพนักงานจำเลยวันที่ 5 มกราคม 2525 ทำงานในตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าส่วนธุรการฝ่ายไร่ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 18,410 บาท และสมัครเป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสม ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2537 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและให้มีผลเลิกจ้างวันที่ 26 มิถุนายน 2537 จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย กับเงินช่วยเหลือให้แก่โจทก์โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย รวมเป็นเงินจำนวน 196,585 บาท แล้ววินิจฉัยว่ากองทุนเงินสะสมกำหนดว่านายจ้างกับลูกจ้างแต่ละฝ่ายจะนำเงินในส่วนของตนเข้าสมทบในกองทุนเงินสะสม และลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนเงินสะสมก็ต้องปฏิบัติตามที่ระเบียบกองทุนเงินสะสมได้กำหนดไว้ การจัดตั้งกองทุนเงินสะสมของจำเลยจึงเป็นการก่อตั้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยให้จ่ายเงินสะสมให้แก่โจทก์ก็โดยอาศัยสิทธิที่โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสม ซึ่งสิทธิในการเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเลิกจ้างวันที่ 26 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไป สิทธิในการเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2537 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมจนถึงวันฟ้องคดีนี้ โจทก์ฟ้องคดีเกิน 10 ปี แล้วคดีโจทก์จึงขาดอายุความ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนเงินสะสมเพื่อช่วยเหลือด้านสวัสดิการแก่พนักงาน เมื่อพนักงานพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยแล้ว เงินกองทุนเงินสะสมทั้งสองประเภทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพนักงาน โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินคืนได้โดยไม่มีอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 นั้น เห็นว่า ระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสมที่จำเลยจัดตั้งขึ้น กำหนดไว้ว่านายจ้างกับลูกจ้างแต่ละฝ่ายจะนำเงินในส่วนของตนเข้าสมทบในกองทุนเงินสะสม และลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนเงินสะสมก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสม ดังนี้ การจัดตั้งกองทุนเงินสะสมของจำเลยจึงเป็นการก่อตั้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยให้จ่ายเงินสะสมให้แก่โจทก์โดยอาศัยสิทธิที่โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสม กรณีมิใช่การใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ ซึ่งอายุความสำหรับสิทธิเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเลิกจ้างวันที่ 26 มิถุนายน 2537 โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมจากจำเลยได้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไป แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 เกินกำหนด 10 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ภาภูมิ สรอัฑฒ์-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล) ศาลแรงงานภาค 2 - นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.2198/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ320/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ313/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554769
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานภาค 2",
        "judge": "นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081980664"
    }
}
date
2556
deka_no
10325/2556
deka_running_no
10325
deka_year
2556
department
แรงงาน
judges
[
    "ภาภูมิ สรอัฑฒ์",
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายพิภพ แสงจันทร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทอาหารสยาม จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินกองทุนเงินสะสมประเภท 1 และเงินกองทุนเงินสะสมประเภท 2 ให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,410,912.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 133,752 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อ พ.ศ.2518 จำเลยจัดตั้งกองทุนเงินสะสมและจัดทำระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสม โจทก์เป็นพนักงานจำเลยวันที่ 5 มกราคม 2525 ทำงานในตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าส่วนธุรการฝ่ายไร่ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 18,410 บาท และสมัครเป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสม ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2537 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและให้มีผลเลิกจ้างวันที่ 26 มิถุนายน 2537 จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย กับเงินช่วยเหลือให้แก่โจทก์โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย รวมเป็นเงินจำนวน 196,585 บาท แล้ววินิจฉัยว่ากองทุนเงินสะสมกำหนดว่านายจ้างกับลูกจ้างแต่ละฝ่ายจะนำเงินในส่วนของตนเข้าสมทบในกองทุนเงินสะสม และลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนเงินสะสมก็ต้องปฏิบัติตามที่ระเบียบกองทุนเงินสะสมได้กำหนดไว้ การจัดตั้งกองทุนเงินสะสมของจำเลยจึงเป็นการก่อตั้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยให้จ่ายเงินสะสมให้แก่โจทก์ก็โดยอาศัยสิทธิที่โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสม ซึ่งสิทธิในการเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเลิกจ้างวันที่ 26 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไป สิทธิในการเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2537 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมจนถึงวันฟ้องคดีนี้ โจทก์ฟ้องคดีเกิน 10 ปี แล้วคดีโจทก์จึงขาดอายุความ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนเงินสะสมเพื่อช่วยเหลือด้านสวัสดิการแก่พนักงาน เมื่อพนักงานพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยแล้ว เงินกองทุนเงินสะสมทั้งสองประเภทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพนักงาน โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินคืนได้โดยไม่มีอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 นั้น เห็นว่า ระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสมที่จำเลยจัดตั้งขึ้น กำหนดไว้ว่านายจ้างกับลูกจ้างแต่ละฝ่ายจะนำเงินในส่วนของตนเข้าสมทบในกองทุนเงินสะสม และลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนเงินสะสมก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสม ดังนี้ การจัดตั้งกองทุนเงินสะสมของจำเลยจึงเป็นการก่อตั้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยให้จ่ายเงินสะสมให้แก่โจทก์โดยอาศัยสิทธิที่โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสม กรณีมิใช่การใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ ซึ่งอายุความสำหรับสิทธิเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเลิกจ้างวันที่ 26 มิถุนายน 2537 โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมจากจำเลยได้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไป แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 เกินกำหนด 10 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ320/2549
primary_red_case_no
พ313/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000364.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.2198/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556