คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13689/2556 ฉบับเต็ม

#554818
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13689/2556 นางช้อน ค้ำจุน กับพวก โจทก์ นางองุ่น กิ่งแก้ว กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง, มาตรา 1300, มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง, มาตรา 1733 วรรคสอง โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายฟ้องขอให้เพิกถอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งกระทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของผู้ตายและตกเป็นของโจทก์ทั้งสองเฉพาะส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง การฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองเป็นการใช้สิทธิในฐานะบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 ไม่ใช่การฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง และไม่ใช่การฟ้องคดีละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีจึงไม่ขาดอายุความตามมาตราดังกล่าว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายและในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของตนเอง แล้วโอนต่อไปให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรโดยไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาทโดยธรรมคนอื่นและโจทก์ทั้งสอง ย่อมเป็นการโอนไปหรือการจัดการมรดกโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ทั้งสองผู้อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้อยู่ก่อนแล้วเสียเปรียบ โจทก์ทั้งสองจึงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 จำเลยที่ 3 รับซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งรับโอนมาจากจำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้รับความคุ้มครองเพราะกรณีไม่ต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 และไม่มีสิทธิขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 แม้จำเลยที่ 3 จะรับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต จำเลยที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ทั้งสองให้แก่จำเลยที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันโจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินพิพาทได้ ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3252 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2537, 28 พฤษภาคม 2546 และวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการโอนที่ดินเฉพาะส่วนแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 130 ตารางวา และให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบค่าฤชาธรรมเนียมในการโอน หากจำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 1,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะร่วมกันหรือแทนกันชำระให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3252 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งได้จดทะเบียนการโอนให้เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งได้จดทะเบียนขายฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินเฉพาะส่วนที่โจทก์ทั้งสองครอบครองคนละ 129 ตารางวา มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสาววรรณา ทายาทของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3252 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งกระทำขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2537, 28 พฤษภาคม 2546 และวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 เพื่อให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 130 ตารางวา ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของนายโพล้ว ผู้ตาย และตกเป็นของโจทก์ทั้งสองเฉพาะส่วน เมื่อนายโพล้ว ผู้ตายถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง การฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองเป็นการใช้สิทธิในฐานะบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ไม่ใช่การฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง จึงไม่ขาดอายุความ 5 ปี ตามมาตรานี้ และไม่ใช่การฟ้องคดีละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 448 จึงไม่ขาดอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 448 ด้วย คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ทั้งสองประการต่อมาว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3252 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งจดทะเบียนโอนเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งจดทะเบียนโอนเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 หรือไม่ เห็นว่า นายโพล้ว ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกของนายโพล้วผู้ตายจึงตกเป็นของทายาทโดยธรรมซึ่งคือบุตรทั้งห้า ซึ่งรวมโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ด้วย การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3252 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของตนเอง แล้วโอนต่อไปให้จำเลยที่ 2 โดยไม่แบ่งให้แก่ทายาทโดยธรรมคนอื่นอีก 4 คน ซึ่งรวมโจทก์ทั้งสองด้วย ย่อมเป็นการโอนไปหรือการจัดการมรดกโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ทั้งสองผู้อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้อยู่ก่อนแล้วเสียเปรียบ โจทก์ทั้งสองจึงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แทนกองมรดกไป 2 ครั้ง เป็นเงินรวม 62,000 บาท แต่จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1ชำระไปน้อยกว่าราคาที่ดินมรดกของผู้ตายมาก จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจนำที่ดินมรดกตีใช้หนี้จำเลยที่ 1 ได้ ส่วนที่เจ้ามรดกกู้เงินมาเพื่อให้บุตรหรือบุตร จำเลยที่ 1 ใช้จ่ายก็ไม่ทำให้หนี้ของกองมรดกกลายเป็นหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงยังเป็นเจ้าหนี้กองมรดกและมีสิทธิให้โจทก์ทั้งสองเฉลี่ยรับภาระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ชำระแทนกองมรดกไป คนละ 62,000 บาท หารด้วย 5 เป็นเงินคนละ 12,400 บาท ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินมรดกที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับคนละ 129 ตารางวา แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 3 รับซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้รับความคุ้มครองเพราะกรณีไม่ต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 และไม่มีสิทธิขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 แม้จำเลยที่ 3 จะรับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต จำเลยที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามหลักที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ทั้งสองให้แก่จำเลยที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมาย ที่จะใช้ยันแก่โจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 คนละ 12,400 บาท ก่อน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สุรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์-ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์) ศาลจังหวัดพัทยา - นายสิงห์พิทักษ์ ละมูลมอญ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายจรัญ เนาวพนานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1101/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ911/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2558/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554818
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพัทยา",
        "judge": "นายสิงห์พิทักษ์ ละมูลมอญ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายจรัญ เนาวพนานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979880"
    }
}
date
2556
deka_no
13689/2556
deka_running_no
13689
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "สุรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์",
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 448 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 1300",
            "ม. 1599 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 1733 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางช้อน ค้ำจุน กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางองุ่น กิ่งแก้ว กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3252 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2537, 28 พฤษภาคม 2546 และวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการโอนที่ดินเฉพาะส่วนแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 130 ตารางวา และให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบค่าฤชาธรรมเนียมในการโอน หากจำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 1,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะร่วมกันหรือแทนกันชำระให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3252 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งได้จดทะเบียนการโอนให้เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งได้จดทะเบียนขายฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินเฉพาะส่วนที่โจทก์ทั้งสองครอบครองคนละ 129 ตารางวา มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสาววรรณา ทายาทของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3252 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งกระทำขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2537, 28 พฤษภาคม 2546 และวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 เพื่อให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 130 ตารางวา ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของนายโพล้ว ผู้ตาย และตกเป็นของโจทก์ทั้งสองเฉพาะส่วน เมื่อนายโพล้ว ผู้ตายถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง การฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองเป็นการใช้สิทธิในฐานะบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ไม่ใช่การฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง จึงไม่ขาดอายุความ 5 ปี ตามมาตรานี้ และไม่ใช่การฟ้องคดีละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 448 จึงไม่ขาดอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 448 ด้วย คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ทั้งสองประการต่อมาว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3252 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งจดทะเบียนโอนเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งจดทะเบียนโอนเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 หรือไม่ เห็นว่า นายโพล้ว ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกของนายโพล้วผู้ตายจึงตกเป็นของทายาทโดยธรรมซึ่งคือบุตรทั้งห้า ซึ่งรวมโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ด้วย การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3252 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของตนเอง แล้วโอนต่อไปให้จำเลยที่ 2 โดยไม่แบ่งให้แก่ทายาทโดยธรรมคนอื่นอีก 4 คน ซึ่งรวมโจทก์ทั้งสองด้วย ย่อมเป็นการโอนไปหรือการจัดการมรดกโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ทั้งสองผู้อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้อยู่ก่อนแล้วเสียเปรียบ โจทก์ทั้งสองจึงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แทนกองมรดกไป 2 ครั้ง เป็นเงินรวม 62,000 บาท แต่จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1ชำระไปน้อยกว่าราคาที่ดินมรดกของผู้ตายมาก จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจนำที่ดินมรดกตีใช้หนี้จำเลยที่ 1 ได้ ส่วนที่เจ้ามรดกกู้เงินมาเพื่อให้บุตรหรือบุตร จำเลยที่ 1 ใช้จ่ายก็ไม่ทำให้หนี้ของกองมรดกกลายเป็นหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงยังเป็นเจ้าหนี้กองมรดกและมีสิทธิให้โจทก์ทั้งสองเฉลี่ยรับภาระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ชำระแทนกองมรดกไป คนละ 62,000 บาท หารด้วย 5 เป็นเงินคนละ 12,400 บาท ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินมรดกที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับคนละ 129 ตารางวา แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 3 รับซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้รับความคุ้มครองเพราะกรณีไม่ต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 และไม่มีสิทธิขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 แม้จำเลยที่ 3 จะรับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต จำเลยที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามหลักที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ทั้งสองให้แก่จำเลยที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมาย ที่จะใช้ยันแก่โจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 คนละ 12,400 บาท ก่อน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ911/2547
primary_red_case_no
พ2558/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000357.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1101/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556