คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10648/2556 ฉบับเต็ม

#554819
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10648/2556 นางสาวสุภาสินี ตันติศรีสุข โจทก์ นางสิริวรรณ ศรีพหล จำเลย พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 จำเลยไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยที่ตั้งขึ้นตามคำสั่งมหาวิทยาลัย ส. ในเรื่องที่โจทก์ถูกกล่าวหา จึงเป็นกรณีที่จำเลยในฐานะข้าราชการของมหาวิทยาลัย ส. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพยานผู้กล่าวหา ไม่ใช่การกระทำในฐานะส่วนตัว หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยโจทก์ต้องฟ้องมหาวิทยาลัย ส. ที่จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัด จะฟ้องจำเลยโดยตรงไม่ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า จำเลยเป็นข้าราชการในสังกัดมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชซึ่งเป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรม สังกัดทบวงมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ.2521 มาตรา 5 วรรคสอง จำเลยจึงเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชอันเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ.2539 การที่จำเลยไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยซึ่งตั้งขึ้นตามคำสั่งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชในเรื่องที่โจทก์ถูกกล่าวหานั้น เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพยานผู้กล่าวหาเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งดังกล่าว หาใช่กระทำในฐานะส่วนตัวไม่ หากโจทก์เห็นว่าถ้อยคำที่จำเลยให้ไว้ต่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยไม่เป็นความจริงก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันเป็นการกระทำละเมิด โจทก์ก็ต้องฟ้องมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชอันเป็นหน่วยงานของรัฐที่จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจะฟ้องจำเลยโดยตรงหาได้ไม่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ.2539 มาตรา 5 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา-อภิรัตน์ ลัดพลี-ธงชัย เสนามนตรี) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายไพบูลย์ ทองน่วม ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสุรชาติ บุญศิริพันธ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1282/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ส170/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ส814/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554819
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายไพบูลย์ ทองน่วม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสุรชาติ บุญศิริพันธ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081980656"
    }
}
date
2556
deka_no
10648/2556
deka_running_no
10648
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ธงชัย เสนามนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539",
        "sections": [
            "ม. 5"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวสุภาสินี ตันติศรีสุข"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสิริวรรณ ศรีพหล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า จำเลยเป็นข้าราชการในสังกัดมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชซึ่งเป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรม สังกัดทบวงมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ.2521 มาตรา 5 วรรคสอง จำเลยจึงเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชอันเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ.2539 การที่จำเลยไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยซึ่งตั้งขึ้นตามคำสั่งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชในเรื่องที่โจทก์ถูกกล่าวหานั้น เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพยานผู้กล่าวหาเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งดังกล่าว หาใช่กระทำในฐานะส่วนตัวไม่ หากโจทก์เห็นว่าถ้อยคำที่จำเลยให้ไว้ต่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยไม่เป็นความจริงก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันเป็นการกระทำละเมิด โจทก์ก็ต้องฟ้องมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชอันเป็นหน่วยงานของรัฐที่จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจะฟ้องจำเลยโดยตรงหาได้ไม่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ.2539 มาตรา 5 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ส170/2550
primary_red_case_no
ส814/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000364.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1282/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556