คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13298/2556 ฉบับเต็ม

#554820
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13298/2556 บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เมืองไทยบริการขนส่ง กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 624 พยานโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งนำน้ำมันเตาตามใบส่งของไปให้แก่บริษัท ท. จากการกระทำทุจริตของคนขับรถของจำเลยที่ 1 และโดยที่สัญญารับขนให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในการกระทำของคนขับรถ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และเมื่อคดีฟังได้ว่าเป็นกรณีที่มีการทุจริตกันจึงเข้าข้อยกเว้นของบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 624 ซึ่งไม่ได้บัญญัติเรื่องอายุความการฟ้องเรียกร้องตามข้อยกเว้นดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 624 ประกอบมาตรา 193/30 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 12,923,392.83 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 11,429,147.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,989,049.80 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมัน ทำสัญญารับขนกับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ให้ขนส่งสินค้าไปส่งแก่ลูกค้าที่มาซื้อจากโจทก์ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดหารถบรรทุก รวมทั้งคนขับรถ โดยโจทก์ออกใบส่งของมอบให้คนขับรถนำไปให้ลูกค้าของโจทก์ลงชื่อรับสินค้า จากนั้นโจทก์จะชำระค่าขนส่งให้แก่จำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 1 ใช้รถบรรทุกขนสินค้าน้ำมันเตาจากคลังสินค้าบ้านดอน อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปส่งให้แก่บริษัทไทยแลนด์ สเมลดิ้ง แอนด์ ริไพนิ่ง จำกัด ลูกค้าของโจทก์ที่อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามใบส่งของรวม 97 ฉบับ หรือ 97 เที่ยวบรรทุก หรือไม่ จากพยานโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งไม่นำน้ำมันเตาตามใบส่งของไปส่งให้แก่บริษัทไทยแลนด์ สเมลดิ้ง แอนด์ ริไพนิ่ง จำกัด จากการกระทำทุจริตของคนขับรถของจำเลยที่ 1 โดยที่น่าเชื่อว่าได้กระทำร่วมกับพนักงานรับสินค้าของบริษัทไทยแลนด์ สเมลดิ้ง แอนด์ ริไพนิ่ง จำกัด และโดยที่สัญญารับขน ข้อ 18 ให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในการกระทำของคนขับรถ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ในสินค้า 31 รายการ ขาดอายุความเพราะฟ้องเกิน 1 ปี แล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 บัญญัติว่า "ในข้อความรับผิดของผู้ขนส่ง ในการที่ของสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งชักช้านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่ส่งมอบหรือปีหนึ่งนับแต่วันที่ควรจะได้ส่งมอบ เว้นแต่ในกรณีที่มีการทุจริต" เมื่อคดีฟังได้ว่าเป็นกรณีที่มีการทุจริตกัน จึงเข้าข้อยกเว้นของบทบัญญัติมาตราดังกล่าว และเมื่อบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติเรื่องอายุความการฟ้องเรียกร้องตามข้อยกเว้นดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 ประกอบมาตรา 193/30 คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สนอง เล่าศรีวรกต-สุนทร ทรงฤกษ์-ประทีป ดุลพินิจธรรมา) ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายชาญชัย ณ พิกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายอำนาจ โชติชะวารานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1303/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ667/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ943/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554820
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี",
        "judge": "นายชาญชัย ณ พิกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายอำนาจ โชติชะวารานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979991"
    }
}
date
2556
deka_no
13298/2556
deka_running_no
13298
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "สนอง เล่าศรีวรกต",
    "สุนทร ทรงฤกษ์",
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 624"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด เมืองไทยบริการขนส่ง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 12,923,392.83 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 11,429,147.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,989,049.80 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมัน ทำสัญญารับขนกับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ให้ขนส่งสินค้าไปส่งแก่ลูกค้าที่มาซื้อจากโจทก์ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดหารถบรรทุก รวมทั้งคนขับรถ โดยโจทก์ออกใบส่งของมอบให้คนขับรถนำไปให้ลูกค้าของโจทก์ลงชื่อรับสินค้า จากนั้นโจทก์จะชำระค่าขนส่งให้แก่จำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 1 ใช้รถบรรทุกขนสินค้าน้ำมันเตาจากคลังสินค้าบ้านดอน อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปส่งให้แก่บริษัทไทยแลนด์ สเมลดิ้ง แอนด์ ริไพนิ่ง จำกัด ลูกค้าของโจทก์ที่อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามใบส่งของรวม 97 ฉบับ หรือ 97 เที่ยวบรรทุก หรือไม่ จากพยานโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งไม่นำน้ำมันเตาตามใบส่งของไปส่งให้แก่บริษัทไทยแลนด์ สเมลดิ้ง แอนด์ ริไพนิ่ง จำกัด จากการกระทำทุจริตของคนขับรถของจำเลยที่ 1 โดยที่น่าเชื่อว่าได้กระทำร่วมกับพนักงานรับสินค้าของบริษัทไทยแลนด์ สเมลดิ้ง แอนด์ ริไพนิ่ง จำกัด และโดยที่สัญญารับขน ข้อ 18 ให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในการกระทำของคนขับรถ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ในสินค้า 31 รายการ ขาดอายุความเพราะฟ้องเกิน 1 ปี แล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 บัญญัติว่า "ในข้อความรับผิดของผู้ขนส่ง ในการที่ของสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งชักช้านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่ส่งมอบหรือปีหนึ่งนับแต่วันที่ควรจะได้ส่งมอบ เว้นแต่ในกรณีที่มีการทุจริต" เมื่อคดีฟังได้ว่าเป็นกรณีที่มีการทุจริตกัน จึงเข้าข้อยกเว้นของบทบัญญัติมาตราดังกล่าว และเมื่อบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติเรื่องอายุความการฟ้องเรียกร้องตามข้อยกเว้นดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 ประกอบมาตรา 193/30 คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ667/2546
primary_red_case_no
พ943/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000358.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1303/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556