คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18346/2556 ฉบับเต็ม

#554835
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18346/2556 นายพล วงศ์จันลา ในฐานะทายาทโดยธรรม ของนางทองจันทร์หรือจันทร์ วงศ์จันลา กับพวก โจทก์ เทศบาลตำบลห้วยเกิ้ง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 240, มาตรา 1336 แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าการที่ ห. กับ ส. สมคบกันโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ และขอให้เพิกถอนสัญญาระหว่าง ห. กับ ส. และจำเลยเสีย คำฟ้องของโจทก์ก็ไม่เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เพราะโจทก์มีคำขอ ให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ด้วย หาใช่เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมใดที่ทำขึ้นอันเป็นการให้โจทก์เสียเปรียบไม่ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องขอเรียกทรัพย์คืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างนายเหลือบและนายสมนึกกับจำเลย และบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ สารบบเลขที่ 109 เล่มที่ 7 หน้า 134 ตำบลตูมใต้ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 82 ตารางวา ให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 2 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยหรือสำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี สาขาอำเภอกุมภวาปี ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินต่อไป จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) สารบบเลขที่ 109 เล่ม 7 หน้า 134 ตำบลตูมใต้ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 82 ตารางวา ระหว่างนายเหลือบ นายสำนึก โดยนายอ้อม ผู้ทำการแทนกับจำเลย ให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ดังกล่าวเนื้อที่ 82 ตารางวา ให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 2 หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เดิมที่ดินแปลงพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เล่ม (7) 43 หน้า 134 (ส.ค. 1 หน้า 109) หมู่ที่ 25 ตำบลตูมใต้ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นของนายเหลือบกับนายสมนึก เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2517 นายเหลือบกับนายสมนึกขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยในราคา 4,000 บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าการที่นายเหลือบกับนายสมนึกสมคบกันโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการฉ้อฉลโจทก์และขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายระหว่างนายเหลือบกับนายสมนึกและจำเลยเสีย คำฟ้องของโจทก์ก็ไม่เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เพราะโจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ด้วย หาใช่เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมใดที่ทำขึ้นอันเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบไม่ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องขอเรียกทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องเนื่องจากเห็นว่า คดีขาดอายุความไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่งผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นสิ้นผลบังคับไปทั้งหมด แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 คงพิพากษาแต่เฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เท่านั้น โดยไม่ได้พิพากษาไปถึงค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นด้วยอันเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246, 247 พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่ข้อความใดระบุถึงโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ให้หมายถึงโจทก์ แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) สารบบเลขที่ 109 เล่ม 7 หน้า 134 ตำบลตูมใต้ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ให้แก่โจทก์นั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยมีหน้าที่จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาจึงไม่บังคับให้ ให้ยกคำขอข้อนี้เสียให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้รวม 9,000 บาท (กำพล ภู่สุดแสวง-ปดารณี ลัดพลี-แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์) ศาลแขวงอุดรธานี - นายประยงค์ ศรีมันตะ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายองอาจ แน่นหนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3462/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ402/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ114/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554835
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงอุดรธานี",
        "judge": "นายประยงค์ ศรีมันตะ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายองอาจ แน่นหนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979413"
    }
}
date
2556
deka_no
18346/2556
deka_running_no
18346
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "ปดารณี ลัดพลี",
    "แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 240",
            "ม. 1336"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นายพล วงศ์จันลา ในฐานะทายาทโดยธรรม"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ของนางทองจันทร์หรือจันทร์ วงศ์จันลา กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "เทศบาลตำบลห้วยเกิ้ง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างนายเหลือบและนายสมนึกกับจำเลย และบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ สารบบเลขที่ 109 เล่มที่ 7 หน้า 134 ตำบลตูมใต้ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 82 ตารางวา ให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 2 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยหรือสำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี สาขาอำเภอกุมภวาปี ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) สารบบเลขที่ 109 เล่ม 7 หน้า 134 ตำบลตูมใต้ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 82 ตารางวา ระหว่างนายเหลือบ นายสำนึก โดยนายอ้อม ผู้ทำการแทนกับจำเลย ให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ดังกล่าวเนื้อที่ 82 ตารางวา ให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 2 หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เดิมที่ดินแปลงพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เล่ม (7) 43 หน้า 134 (ส.ค. 1 หน้า 109) หมู่ที่ 25 ตำบลตูมใต้ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นของนายเหลือบกับนายสมนึก เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2517 นายเหลือบกับนายสมนึกขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยในราคา 4,000 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าการที่นายเหลือบกับนายสมนึกสมคบกันโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการฉ้อฉลโจทก์และขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายระหว่างนายเหลือบกับนายสมนึกและจำเลยเสีย คำฟ้องของโจทก์ก็ไม่เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เพราะโจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ด้วย หาใช่เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมใดที่ทำขึ้นอันเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบไม่ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องขอเรียกทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องเนื่องจากเห็นว่า คดีขาดอายุความไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่งผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นสิ้นผลบังคับไปทั้งหมด แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 คงพิพากษาแต่เฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เท่านั้น โดยไม่ได้พิพากษาไปถึงค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นด้วยอันเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246, 247

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่ข้อความใดระบุถึงโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ให้หมายถึงโจทก์ แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) สารบบเลขที่ 109 เล่ม 7 หน้า 134 ตำบลตูมใต้ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ให้แก่โจทก์นั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยมีหน้าที่จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาจึงไม่บังคับให้ ให้ยกคำขอข้อนี้เสียให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้รวม 9,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
พ402/2553
primary_red_case_no
พ114/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000353.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3462/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556