คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16134/2556 ฉบับเต็ม

#554839
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16134/2556 นายปกาสิต ธนะแพทย์ โจทก์ นางกรุณาภรณ์ เพิ่มทองอินทร์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 323 การที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาวางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษานั้น เป็นการกระทำเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยมุ่งประสงค์ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามารับไป ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้โจทก์ทราบ หากโจทก์ทราบแล้วไม่มารับเงินภายในห้าปีนับแต่มีการวางเงิน เงินดังกล่าวจึงจะถือว่าเป็นเงินค้างจ่ายและทำให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่คดีนี้หลังจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาวางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบ เงินดังกล่าวจึงยังไม่เป็นเงินค้างจ่ายอยู่ที่ศาลชั้นต้นที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาเสียภายในห้าปีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 และยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ และให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกา ต่อมาในวันที่ 14 กันยายน 2547 จำเลยที่ 1 นำเงินมาวางศาลจำนวน 420,416 บาท โจทก์ได้มาขอรับเงินดังกล่าวในวันที่ 5 เมษายน 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องว่าโจทก์มาขอรับเงินเกินกว่า 5 ปี เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับเพื่อบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำบังคับดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลชั้นต้นออกคำบังคับโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหานี้เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า เงินที่จำเลยที่ 1 นำมาวางศาลเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 มุ่งประสงค์เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาหรือไม่ และโจทก์หมดสิทธิรับเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาวาง เนื่องจากเกินกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันวางเงินหรือไม่ นั้น เมื่อพิจารณารายงานเจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 14 กันยายน 2547 มีข้อความระบุว่า จำเลยนำเงินมาวางศาลเป็นค่าชำระหนี้จำนวน 420,416 บาท โดยมีใบเสร็จรับเงินแนบท้ายรายงานว่า เป็นเงินค่าชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ได้รับมาจากจำเลยที่ 1 ดังนี้ การวางเงินดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และเพื่อให้โจทก์รับไป ซึ่งศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบโดยมีหมายนัดแจ้งแก่โจทก์ หากโจทก์ทราบและไม่มารับเงินไปภายในห้าปีนับแต่วันที่วางเงิน เงินดังกล่าวจึงจะถือว่าเป็นเงินค้างจ่ายและทำให้ตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 แต่คดีนี้ปรากฏว่า หลังจากจำเลยที่ 1 นำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบว่ามีเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ เงินดังกล่าวจึงยังไม่เป็นเงินค้างจ่ายอยู่ที่ศาลชั้นต้นที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาเสียภายในห้าปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 และยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน ทั้งมิใช่เป็นความผิดของจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเรียบร้อยแล้ว ดังนี้ การที่โจทก์ขอออกคำบังคับและศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้นั้น จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในลักษณะ 2 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำบังคับของศาลชั้นต้น และให้โจทก์รับเงินจำนวน 420,416 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำมาวางเพื่อชำระหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (วันทนี กีรติพิบูล-อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย-สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์) ศาลแขวงอุบลราชธานี - นายเสกสรร วิทยารุ่งเรืองศรี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3941/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ324/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ998/2544 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554839
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงอุบลราชธานี",
        "judge": "นายเสกสรร วิทยารุ่งเรืองศรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979639"
    }
}
date
2556
deka_no
16134/2556
deka_running_no
16134
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "วันทนี กีรติพิบูล",
    "อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย",
    "สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 323"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายปกาสิต ธนะแพทย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางกรุณาภรณ์ เพิ่มทองอินทร์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ และให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกา ต่อมาในวันที่ 14 กันยายน 2547 จำเลยที่ 1 นำเงินมาวางศาลจำนวน 420,416 บาท โจทก์ได้มาขอรับเงินดังกล่าวในวันที่ 5 เมษายน 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องว่าโจทก์มาขอรับเงินเกินกว่า 5 ปี เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับเพื่อบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำบังคับดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลชั้นต้นออกคำบังคับโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหานี้เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า เงินที่จำเลยที่ 1 นำมาวางศาลเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 มุ่งประสงค์เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาหรือไม่ และโจทก์หมดสิทธิรับเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาวาง เนื่องจากเกินกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันวางเงินหรือไม่ นั้น เมื่อพิจารณารายงานเจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 14 กันยายน 2547 มีข้อความระบุว่า จำเลยนำเงินมาวางศาลเป็นค่าชำระหนี้จำนวน 420,416 บาท โดยมีใบเสร็จรับเงินแนบท้ายรายงานว่า เป็นเงินค่าชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ได้รับมาจากจำเลยที่ 1 ดังนี้ การวางเงินดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และเพื่อให้โจทก์รับไป ซึ่งศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบโดยมีหมายนัดแจ้งแก่โจทก์ หากโจทก์ทราบและไม่มารับเงินไปภายในห้าปีนับแต่วันที่วางเงิน เงินดังกล่าวจึงจะถือว่าเป็นเงินค้างจ่ายและทำให้ตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 แต่คดีนี้ปรากฏว่า หลังจากจำเลยที่ 1 นำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบว่ามีเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ เงินดังกล่าวจึงยังไม่เป็นเงินค้างจ่ายอยู่ที่ศาลชั้นต้นที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาเสียภายในห้าปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 และยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน ทั้งมิใช่เป็นความผิดของจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเรียบร้อยแล้ว ดังนี้ การที่โจทก์ขอออกคำบังคับและศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้นั้น จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในลักษณะ 2 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำบังคับของศาลชั้นต้น และให้โจทก์รับเงินจำนวน 420,416 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำมาวางเพื่อชำระหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ324/2544
primary_red_case_no
พ998/2544
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000355.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3941/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556