คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4756/2556 ฉบับเต็ม

#554852
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4756/2556 นางสาวอรวรรณ ธาราดล โจทก์ บริษัทกฎหมายกรุงไทย จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 386 วรรคสอง วันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยระบุให้มีผลเป็นการพ้นสภาพพนักงานในวันที่ 1 ธันวาคม 2548 เป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลย เจตนาเลิกสัญญาของโจทก์มีผลแล้วนับแต่วันยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลยและจะถอนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 วรรคสอง การอนุมัติให้ลาออกเป็นขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของจำเลย ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยสิ้นสุดลงในวันที่ 1 ธันวาคม 2548 ตามหนังสือลาออกของโจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ต่อปีทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 45,000 บาท พร้อดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายเนื่องจากบริษัทธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 ในตำแหน่งนิติกร สังกัดสายงานนิติการ โจทก์ยื่นหนังสือลาออกถึงนายสมชาย รักษาการกรรมการผู้จัดการของจำเลย แจ้งความประสงค์ในการลาออกจากงานเพื่อไปปฏิบัติงานที่บริษัทอื่นและโจทก์มีความจำเป็นต้องไปเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 จึงยื่นหนังสือลาออกน้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันที่ลาออก โดยขออนุมัติเป็นกรณีพิเศษให้มีผลเป็นการพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยในวันที่ 1 ธันวาคม 2548 ตามหนังสือลาออก จำเลยรับทราบหนังสือลาออกของจำเลยแล้วตั้งแต่วันที่ยื่นหนังสือ ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 มีการประชุมคณะกรรมการของจำเลยครั้งที่ 14/2548 (114) มีมติให้ยุบสายงานนิติการของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไป กับให้มีการปรับองค์กรใหม่ตามรายงานการประชุมและต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 มีการประชุมคณะกรรมการพนักงานครั้งที่ 16/2548 พิจารณาหนังสือลาออกของโจทก์แล้วมีมติอนุมัติการลาออกตามความประสงค์ของโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไปตามรายงานการประชุม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าพฤติการณ์ของจำเลยเกี่ยวกับการมีมติยุบสายงานนิติการถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ก่อนที่โจทก์จะลาออกจากงานหรือไม่ เห็นว่า แม้การเลิกจ้างจะมีความหมายรวมถึงกรณีที่รัฐวิสาหกิจไม่ยอมให้พนักงานทำงานเกินเจ็ดวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่จ่ายเงินเดือนค่าจ้างให้และมีเจตนาจะไม่จ้างพนักงานนั้นทำงานต่อไปหรือกลั่นแกล้งพนักงาน ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 95 วรรคหนึ่ง ประกอบระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสากิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 วรรคสอง แต่การที่จำเลยยุบสายงานนิติการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่โจทก์ได้รับอนุมัติให้ลาออกจากงานย่อมไม่ใช่กรณีที่จำเลยไม่ยอมให้โจทก์ทำงาน หากเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ทำงานให้จำเลยเพราะไปทำงานที่อื่นเอง และแม้ตามรายงานการประชุม จะปรากฏสาเหตุที่ต้องยุบสายงานนิติการและปรับองค์กรใหม่เพราะไม่มีงานด้านนิติการที่จำเลยจะดำเนินการให้บริษัทธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อีกต่อไป ก็ไม่อาจแปลความไปว่าจำเลยมีเจตนาจะไม่จ้างโจทก์ทำงานต่อไป พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโจทก์ นอกจากนี้เมื่อโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลยในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 โดยระบุให้มีผลเป็นการพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยวันที่ 1 ธันวาคม 2548 อันเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลย การแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์มีผลตามกฎหมายแล้วนับแต่วันยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลยและจะถอนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคสอง การอนุมัติให้ลาออกเป็นขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของจำเลย ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 1 ธันวาคม 2548 ตามหนังสือลาออกของโจทก์ ไม่ใช่กรณีที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (วาสนา หงส์เจริญ -ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-สุนันท์ ชัยชูสอน) ศาลแรงงานกลาง - นายวิชัย วิสิทธวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.2369/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ5973/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ4011/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554852
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายวิชัย วิสิทธวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981669"
    }
}
date
2556
deka_no
4756/2556
deka_running_no
4756
deka_year
2556
department
แรงงาน
judges
[
    "วาสนา หงส์เจริญ",
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์",
    "สุนันท์ ชัยชูสอน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 386 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวอรวรรณ ธาราดล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทกฎหมายกรุงไทย จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ต่อปีทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 45,000 บาท พร้อดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายเนื่องจากบริษัทธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 ในตำแหน่งนิติกร สังกัดสายงานนิติการ โจทก์ยื่นหนังสือลาออกถึงนายสมชาย รักษาการกรรมการผู้จัดการของจำเลย แจ้งความประสงค์ในการลาออกจากงานเพื่อไปปฏิบัติงานที่บริษัทอื่นและโจทก์มีความจำเป็นต้องไปเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 จึงยื่นหนังสือลาออกน้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันที่ลาออก โดยขออนุมัติเป็นกรณีพิเศษให้มีผลเป็นการพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยในวันที่ 1 ธันวาคม 2548 ตามหนังสือลาออก จำเลยรับทราบหนังสือลาออกของจำเลยแล้วตั้งแต่วันที่ยื่นหนังสือ ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 มีการประชุมคณะกรรมการของจำเลยครั้งที่ 14/2548 (114) มีมติให้ยุบสายงานนิติการของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไป กับให้มีการปรับองค์กรใหม่ตามรายงานการประชุมและต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 มีการประชุมคณะกรรมการพนักงานครั้งที่ 16/2548 พิจารณาหนังสือลาออกของโจทก์แล้วมีมติอนุมัติการลาออกตามความประสงค์ของโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไปตามรายงานการประชุม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าพฤติการณ์ของจำเลยเกี่ยวกับการมีมติยุบสายงานนิติการถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ก่อนที่โจทก์จะลาออกจากงานหรือไม่ เห็นว่า แม้การเลิกจ้างจะมีความหมายรวมถึงกรณีที่รัฐวิสาหกิจไม่ยอมให้พนักงานทำงานเกินเจ็ดวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่จ่ายเงินเดือนค่าจ้างให้และมีเจตนาจะไม่จ้างพนักงานนั้นทำงานต่อไปหรือกลั่นแกล้งพนักงาน ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 95 วรรคหนึ่ง ประกอบระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสากิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 วรรคสอง แต่การที่จำเลยยุบสายงานนิติการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่โจทก์ได้รับอนุมัติให้ลาออกจากงานย่อมไม่ใช่กรณีที่จำเลยไม่ยอมให้โจทก์ทำงาน หากเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ทำงานให้จำเลยเพราะไปทำงานที่อื่นเอง และแม้ตามรายงานการประชุม จะปรากฏสาเหตุที่ต้องยุบสายงานนิติการและปรับองค์กรใหม่เพราะไม่มีงานด้านนิติการที่จำเลยจะดำเนินการให้บริษัทธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อีกต่อไป ก็ไม่อาจแปลความไปว่าจำเลยมีเจตนาจะไม่จ้างโจทก์ทำงานต่อไป พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโจทก์ นอกจากนี้เมื่อโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลยในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 โดยระบุให้มีผลเป็นการพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยวันที่ 1 ธันวาคม 2548 อันเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลย การแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์มีผลตามกฎหมายแล้วนับแต่วันยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลยและจะถอนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคสอง การอนุมัติให้ลาออกเป็นขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของจำเลย ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 1 ธันวาคม 2548 ตามหนังสือลาออกของโจทก์ ไม่ใช่กรณีที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ5973/2549
primary_red_case_no
พ4011/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000373.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.2369/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556