ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8242/2555
ธนาคารออมสิน
โจทก์
นางไพเราะ รักษาเชื้อ กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 808
ป.วิ.พ. มาตรา 60 วรรคหนึ่ง, มาตรา 177 วรรคสาม
หนังสือมอบอำนาจของ ก. ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้มอบอำนาจให้ ธ. ฟ้องคดีและให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ และเมื่อ ธ. ผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจช่วงให้ จ. ฟ้องคดีแล้ว ย่อมเป็นการอยู่ในขอบเขตตามหนังสือมอบอำนาจของ ก. แต่ส่วนที่ จ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงจะมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นต่อไปในการฟ้องคดีนี้อีกต่อหนึ่งย่อมอยู่นอกเขตแห่งหนังสือมอบอำนาจของ ก. ดังนั้น ส. ผู้รับมอบอำนาจช่วงจาก จ. จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดี และเมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องก็ย่อมไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยที่ ๒ จะฟ้องแย้งได้ จำเลยที่ ๒ จึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ใช้เงิน 164,311.60 บาท ให้จำเลยที่ 2 ใช้เงิน 742,684.77 บาทและให้จำเลยที่ 3 ใช้เงิน 109,541.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าชำระหนี้เสร็จสิ้นแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ยื่นคำให้การ
จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินจำนวน 827,410.08 บาท แก่จำเลยที่ 2
จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัด
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง
ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลแรงงานภาค 4 อนุญาตและจำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ
ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินจำนวน 208,250 บาท และจำนวน 534,433.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จำนวนแรกพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เพียงใด ก็ให้สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ในคดีอื่นลดลงเพียงนั้น ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานว่า คดีนี้ศาลแรงงานภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เคยเป็นพนักงานของโจทก์ ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารออมสิน สาขากาฬสินธุ์ นายกรพจน์มอบอำนาจให้นายธีระฟ้องคดีตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 3 นายธีระมอบอำนาจช่วงให้นางใจรักษ์ฟ้องคดีตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 4 หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 3 และ จ. 4 ล้วนระบุถึงอำนาจของผู้รับมอบอำนาจไว้ว่าสามารถมอบอำนาจให้ตัวแทนช่วงดำเนินการแทนได้ทุกกรณีแห่งกิจการที่มอบอำนาจ จึงถือว่าการมอบอำนาจของโจทก์ในแต่ละช่วงได้กระทำโดยชอบแล้ว ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์มีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4347/2544 ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 2,173,193.39 บาท คืนแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ย่อมต้องผูกพันชำระหนี้จำนวนดังกล่าวตามคำพิพากษาในส่วนคดีอาญาดังกล่าวซึ่งถึงที่สุดแล้ว และจำเลยที่ 1 ทุจริตทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย 164,311.60 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ 86/2537 เรื่อง ตำแหน่งและหน้าที่ของพนักงานฯ ข้อ 5 (5.1) (1) (2) คำสั่งที่ 71/2538 เรื่อง การให้สินเชื่อสวัสดิการระบบงานคอมพิวเตอร์ ข้อ 2 (16.8) (1) (2) และคำสั่งที่ 98/2539 เรื่องการปฏิบัติงานสินเชื่อระบบ GSB ข้อ 1 (1.1) ประกอบคู่มือระบบงานสินเชื่อ GSB loan ข้อ 4 (4.7) จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินแก่โจทก์ก่อนพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ใช้บังคับเป็นเงิน 987,519.56 บาท และต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ภายหลังพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ใช้บังคับเป็นเงิน 534,433.87 บาท โจทก์นำเงินบำนาญของจำเลยที่ 2 จำนวน 779,268.66 บาท หักชำระหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหนี้ก่อนที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ใช้บังคับ เมื่อเงินบำนาญของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์นำมาหักชำระหนี้ร่วมมีมากกว่าจำนวนที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องอีก
คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า นายสุทธิชาติมีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจของนายกรพจน์ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายธีระฟ้องคดีและให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ และเมื่อนายธีระผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจช่วงให้นางใจรักษ์ฟ้องคดีแล้ว ย่อมเป็นการอยู่ในขอบเขตตามหนังสือมอบอำนาจของนายกรพจน์ แต่ส่วนที่นางใจรักษ์ผู้รับมอบอำนาจช่วงจะมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นต่อไปในการฟ้องคดีนี้อีกต่อหนึ่งย่อมอยู่นอกเขตแห่งหนังสือมอบอำนาจของนายกรพจน์ ดังนั้น นายสุทธิชาติผู้รับมอบอำนาจช่วงจากนางใจรักษ์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดี อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น และเมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องก็ย่อมไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยที่ 2 จะฟ้องแย้งได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง
พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4
(นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล)
ศาลแรงงานกลาง - นายวันชัย ธำรงพิริยะพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
แรงงาน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.804/2549
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ9/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ33/2549
หมายเหตุ