คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10879/2556 ฉบับเต็ม

#554865
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10879/2556 พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง โจทก์ นางสาวจันท์ทา สากำสด ผู้ร้อง นางสาวสมร เผือกแก้ว จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 192 วรรคท้าย, มาตรา 215, มาตรา 225 ป.อ. มาตรา 69, มาตรา 288, มาตรา 297 (8) แม้ผู้เสียหายเข้าไปภายในบริเวณบ้านจำเลย และ ส. เพื่อปรับความเข้าใจเรื่องที่ผู้เสียหายมีปากเสียงกับจำเลย แต่เมื่อ ส. ไล่ให้ผู้เสียหายกลับไป และจำเลยปิดประตูบ้าน จึงเป็นการใช้สิทธิอันชอบธรรมของจำเลย และ ส. ในฐานะเจ้าของบ้านที่จะไล่ให้ผู้เสียหายออกไปจากบริเวณบ้านของตนได้ เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมออกไปจากบริเวณบ้าน ถือเป็นการบุกรุกบ้านของจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายจึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นจากภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย แต่ผู้เสียหายไม่ได้ใช้อาวุธใดจะทำร้ายจำเลย การที่จำเลยใช้มีดโต้ฟันผู้เสียหายหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัส จึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตาม ป.อ. มาตรา 69 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 แต่ความผิดดังกล่าวรวมการกระทำโดยเจตนาทำร้ายด้วยซึ่งเป็นความผิดอยู่ในตัว เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายรับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215, 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาวจันท์ทา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 200,000 บาท และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานในปัจจุบันและในอนาคต 300,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องของผู้ร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 72 จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายและจำเลยต่างเป็นบุคคลรักร่วมเพศ มีจิตใจและความรู้สึกเหมือนผู้ชาย รักใคร่ชอบพอเพศเดียวกัน เดิมผู้เสียหายกับนางสาวสมานเป็นคนรักกันและเคยอยู่กินด้วยกัน แต่ต่อมานางสาวสมานเลิกร้างกับผู้เสียหายและไปอยู่กินกับจำเลยที่บ้านเกิดเหตุ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายหลายครั้ง ทำให้ผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดที่คอด้านซ้ายยาว 2 เซนติเมตร บริเวณหนังศีรษะยาว 5 เซนติเมตร บริเวณหลังซ้ายยาว 4 เซนติเมตร ที่มือซ้ายเส้นเอ็นกับเส้นประสาทฉีกขาด และที่มือขวาเส้นเอ็นฉีกขาด เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลน่าเชื่อว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเข้าไปภายในบริเวณบ้านของจำเลยและนางสาวสมานเพื่อจะปรับความเข้าใจเรื่องที่ผู้เสียหายมีปากเสียงกับจำเลยเมื่อตอนเช้า แต่ต่อมาเมื่อนางสาวสมานไล่ให้ผู้เสียหายกลับไป และจำเลยปิดประตูบ้านบริเวณห้องครัวกับปิดไฟภายในบ้านและบริเวณบ้านเกิดเหตุทั้งหมด ย่อมเป็นที่เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยและนางสาวสมานไม่ประสงค์จะให้ผู้เสียหายอยู่ในบริเวณบ้านเกิดเหตุอีกต่อไป ซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรมของจำเลยและนางสาวสมานในฐานะเจ้าของบ้านที่จะไล่ให้จำเลยออกไปจากบริเวณบ้านของตนได้ แต่ผู้เสียหายไม่ยอมออกไปจากบริเวณบ้านเกิดเหตุ และยังร้องตะโกนด่าและท้าทายจำเลย พร้อมทั้งใช้ไม้เคาะประตูบ้าน หน้าต่าง และรอบ ๆ บ้าน อยู่นานประมาณครึ่งชั่วโมง ถือเป็นการบุกรุกบ้านของจำเลย แต่ได้ความจากผู้เสียหายว่า เมื่อจำเลยเปิดประตูหน้าบ้านออกมา จำเลยยังถามผู้เสียหายก่อนว่า "มึงมาบ้านกูทำไม" แสดงว่าจำเลยไม่ได้ใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายในทันที นอกจากนี้ผู้เสียหายยังทำท่าจะชกจำเลยอีก เชื่อว่าจำเลยไม่ได้สมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหาย การที่จำเลยใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายจึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย แต่ผู้เสียหายไม่ได้ใช้อาวุธใดจะทำร้ายจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัส จึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับ ปรากฏว่าผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดที่คอด้านซ้ายยาว 2 เซนติเมตร บริเวณหนังศีรษะยาว 5 เซนติเมตร และบริเวณหลังซ้ายยาว 4 เซนติเมตร เห็นได้ว่าเป็นบาดแผลที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่าใดนัก ทั้งไม่ปรากฏว่าบาดแผลดังกล่าวมีความลึกเพียงใด ส่วนบาดแผลที่มือซ้ายของผู้เสียหายแม้ได้ความว่าเส้นเอ็นและเส้นประสาทฉีกขาด ส่วนที่มือขวาเส้นเอ็นฉีกขาด แต่ก็ไม่ได้ลึกถึงกระดูก เชื่อว่าจำเลยไม่ได้ฟันผู้เสียหายโดยแรง และแม้จำเลยใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายหลายครั้ง แต่เมื่อนางสาวสมานตะโกนห้ามปราม จำเลยก็หยุดฟันผู้เสียหายทันที กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย จำเลยคงมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น แต่ความผิดดังกล่าวรวมการกระทำโดยเจตนาทำร้ายด้วยซึ่งเป็นความผิดอยู่ในตัว เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในฐานความผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215, 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเหตุที่จำเลยใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายก็สืบเนื่องจากที่ผู้เสียหายเข้าไปในบริเวณบ้านของจำเลยในยามวิกาลและด่าท้าทายจำเลย พร้อมทั้งใช้ไม้เคาะบ้านของจำเลยอยู่เป็นเวลานานพอสมควรและยังจะทำร้ายจำเลยอีก นับว่าผู้เสียหายมีส่วนผิดอยู่ด้วย ที่ทำให้เกิดเหตุในคดีนี้ขึ้นและจำเลยอดทนอดกลั้นอย่างที่สุดแล้ว ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย เห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 69 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (อนันต์ วงษ์ประภารัตน์-เกษม เกษมปัญญา-ปกรณ์ วงศาโรจน์) ศาลจังหวัดนางรอง - นายกฤษฎาพัฒน์ ศิรจตุพัฒน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสรชัย จตุรภัทรวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2350/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ277/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1689/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554865
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนางรอง",
        "judge": "นายกฤษฎาพัฒน์ ศิรจตุพัฒน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายสรชัย จตุรภัทรวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081980560"
    }
}
date
2556
deka_no
10879/2556
deka_running_no
10879
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "อนันต์ วงษ์ประภารัตน์",
    "เกษม เกษมปัญญา",
    "ปกรณ์ วงศาโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคท้าย",
            "ม. 215",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 69",
            "ม. 288",
            "ม. 297 (8)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางสาวจันท์ทา สากำสด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวสมร เผือกแก้ว"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวจันท์ทา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 200,000 บาท และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานในปัจจุบันและในอนาคต 300,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องของผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 72 จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายและจำเลยต่างเป็นบุคคลรักร่วมเพศ มีจิตใจและความรู้สึกเหมือนผู้ชาย รักใคร่ชอบพอเพศเดียวกัน เดิมผู้เสียหายกับนางสาวสมานเป็นคนรักกันและเคยอยู่กินด้วยกัน แต่ต่อมานางสาวสมานเลิกร้างกับผู้เสียหายและไปอยู่กินกับจำเลยที่บ้านเกิดเหตุ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายหลายครั้ง ทำให้ผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดที่คอด้านซ้ายยาว 2 เซนติเมตร บริเวณหนังศีรษะยาว 5 เซนติเมตร บริเวณหลังซ้ายยาว 4 เซนติเมตร ที่มือซ้ายเส้นเอ็นกับเส้นประสาทฉีกขาด และที่มือขวาเส้นเอ็นฉีกขาด เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลน่าเชื่อว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเข้าไปภายในบริเวณบ้านของจำเลยและนางสาวสมานเพื่อจะปรับความเข้าใจเรื่องที่ผู้เสียหายมีปากเสียงกับจำเลยเมื่อตอนเช้า แต่ต่อมาเมื่อนางสาวสมานไล่ให้ผู้เสียหายกลับไป และจำเลยปิดประตูบ้านบริเวณห้องครัวกับปิดไฟภายในบ้านและบริเวณบ้านเกิดเหตุทั้งหมด ย่อมเป็นที่เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยและนางสาวสมานไม่ประสงค์จะให้ผู้เสียหายอยู่ในบริเวณบ้านเกิดเหตุอีกต่อไป ซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรมของจำเลยและนางสาวสมานในฐานะเจ้าของบ้านที่จะไล่ให้จำเลยออกไปจากบริเวณบ้านของตนได้ แต่ผู้เสียหายไม่ยอมออกไปจากบริเวณบ้านเกิดเหตุ และยังร้องตะโกนด่าและท้าทายจำเลย พร้อมทั้งใช้ไม้เคาะประตูบ้าน หน้าต่าง และรอบ ๆ บ้าน อยู่นานประมาณครึ่งชั่วโมง ถือเป็นการบุกรุกบ้านของจำเลย แต่ได้ความจากผู้เสียหายว่า เมื่อจำเลยเปิดประตูหน้าบ้านออกมา จำเลยยังถามผู้เสียหายก่อนว่า "มึงมาบ้านกูทำไม" แสดงว่าจำเลยไม่ได้ใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายในทันที นอกจากนี้ผู้เสียหายยังทำท่าจะชกจำเลยอีก เชื่อว่าจำเลยไม่ได้สมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหาย การที่จำเลยใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายจึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย แต่ผู้เสียหายไม่ได้ใช้อาวุธใดจะทำร้ายจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัส จึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับ ปรากฏว่าผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดที่คอด้านซ้ายยาว 2 เซนติเมตร บริเวณหนังศีรษะยาว 5 เซนติเมตร และบริเวณหลังซ้ายยาว 4 เซนติเมตร เห็นได้ว่าเป็นบาดแผลที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่าใดนัก ทั้งไม่ปรากฏว่าบาดแผลดังกล่าวมีความลึกเพียงใด ส่วนบาดแผลที่มือซ้ายของผู้เสียหายแม้ได้ความว่าเส้นเอ็นและเส้นประสาทฉีกขาด ส่วนที่มือขวาเส้นเอ็นฉีกขาด แต่ก็ไม่ได้ลึกถึงกระดูก เชื่อว่าจำเลยไม่ได้ฟันผู้เสียหายโดยแรง และแม้จำเลยใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายหลายครั้ง แต่เมื่อนางสาวสมานตะโกนห้ามปราม จำเลยก็หยุดฟันผู้เสียหายทันที กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย จำเลยคงมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8)

แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น แต่ความผิดดังกล่าวรวมการกระทำโดยเจตนาทำร้ายด้วยซึ่งเป็นความผิดอยู่ในตัว เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในฐานความผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215, 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเหตุที่จำเลยใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายก็สืบเนื่องจากที่ผู้เสียหายเข้าไปในบริเวณบ้านของจำเลยในยามวิกาลและด่าท้าทายจำเลย พร้อมทั้งใช้ไม้เคาะบ้านของจำเลยอยู่เป็นเวลานานพอสมควรและยังจะทำร้ายจำเลยอีก นับว่าผู้เสียหายมีส่วนผิดอยู่ด้วย ที่ทำให้เกิดเหตุในคดีนี้ขึ้นและจำเลยอดทนอดกลั้นอย่างที่สุดแล้ว ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย เห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 69 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
อ277/2554
primary_red_case_no
อ1689/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000363.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2350/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556