คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13480/2556 ฉบับเต็ม

#554883
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13480/2556 นายณณัฐ ลีลาภัทรี โจทก์ นายอรรถพันธ์ มณีโชติวิชานาถ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ป.อ. มาตรา 341 ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของทั้งสองฝ่ายตรงกันเพียงว่า โจทก์ประสงค์จะได้ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โจทก์เชื่อตามที่จำเลยที่ 1 บอกโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 สามารถช่วยเหลือได้เพราะจำเลยที่ 2 สนิทสนมกับอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งสนิทสนมกับพลเอก ว. ซึ่งเป็นคณะปฏิรูปการปกครองในขณะนั้นซึ่งต้องใช้เงินเป็นค่าประสานงาน 10,000,000 บาท โจทก์ต่อรองเหลือ 7,500,000 บาท และโจทก์จ่ายเงินให้จำเลยทั้งสองไปเป็นเงิน 2,500,000 บาท เพื่อให้โจทก์ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ให้เงินดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสองเพื่อให้จำเลยทั้งสองนำไปให้แก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจัดสรรตำแหน่งดังกล่าวให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริต จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนร่วมในการใช้ให้เจ้าพนักงานกระทำความผิด เมื่อโจทก์ได้รับความเสียหายจากการหลงเชื่อจำเลยที่ 1 กับพวก โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายและมีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกงได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายที่มีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์ตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฉ้อโกงโจทก์หรือไม่จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นนี้จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ได้รับเงินคืนไปแล้วบางส่วน ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและอายุมากแล้ว เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันฉ้อโกงเงินของโจทก์ไปเป็นจำนวนมากถึง 2,500,000 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าพวกของจำเลยที่ 1 ได้แบ่งเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด ทั้งโจทก์ก็ได้รับเงินคืนจากพวกของจำเลยที่ 1 บางส่วน จึงเห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มานั้นหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้รอการลงโทษนั้นเห็นว่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ขวนขวายที่จะคืนเงินเพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่โจทก์ ทั้ง ๆ ที่ทราบว่าโจทก์เพิ่งได้รับเงินคืนจากพวกของจำเลยที่ 1 เพียง 90,000 บาท เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 นำการร้องทุกข์ของโจทก์ในเหตุคดีนี้ไปฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาในความผิดฐานแจ้งความอันเป็นเท็จเพื่อแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษทางอาญาตามสำเนาคำพิพากษาอีกด้วย จึงเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์-ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์-สุทธินันท์ เสียมสกุล) ศาลแขวงนนทบุรี - นายสนั่น สร้อยผา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4162/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1876/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3174/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554883
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนนทบุรี",
        "judge": "นายสนั่น สร้อยผา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979986"
    }
}
date
2556
deka_no
13480/2556
deka_running_no
13480
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์",
    "ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์",
    "สุทธินันท์ เสียมสกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 341"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายณณัฐ ลีลาภัทรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอรรถพันธ์ มณีโชติวิชานาถ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำคุก 2 ปี

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายที่มีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์ตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฉ้อโกงโจทก์หรือไม่จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นนี้จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ได้รับเงินคืนไปแล้วบางส่วน ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและอายุมากแล้ว เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันฉ้อโกงเงินของโจทก์ไปเป็นจำนวนมากถึง 2,500,000 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าพวกของจำเลยที่ 1 ได้แบ่งเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด ทั้งโจทก์ก็ได้รับเงินคืนจากพวกของจำเลยที่ 1 บางส่วน จึงเห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มานั้นหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้รอการลงโทษนั้นเห็นว่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ขวนขวายที่จะคืนเงินเพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่โจทก์ ทั้ง ๆ ที่ทราบว่าโจทก์เพิ่งได้รับเงินคืนจากพวกของจำเลยที่ 1 เพียง 90,000 บาท เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 นำการร้องทุกข์ของโจทก์ในเหตุคดีนี้ไปฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาในความผิดฐานแจ้งความอันเป็นเท็จเพื่อแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษทางอาญาตามสำเนาคำพิพากษาอีกด้วย จึงเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1876/2551
primary_red_case_no
อ3174/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000358.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4162/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556