คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6478/2556 ฉบับเต็ม

#554889
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6478/2556 พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ นายอาทิตย์ แซ่โง้ว โจทก์ร่วม นายพีระโชค ฮาดสม กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง แม้โจทก์ร่วมจะรู้ว่าจำเลยทั้งสองไม่มีใบอนุญาตจัดหางานก็ไม่มีผลที่จะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินจำนวน 400,000 บาท จากโจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมจึงเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองอันเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) แม้หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 จะชดใช้เงินคืนให้แก่โจทก์ร่วมจำนวน 60,000 บาท ก็ไม่มีผลทำให้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแล้วไม่เป็นผู้เสียหายอีกต่อไป โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และให้จำเลยทั้งสองใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย 400,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายอาทิตย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 340,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และยกคำขอให้จำเลยทั้งสองใช้เงินคืนแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย เนื่องจากโจทก์ร่วมเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยทั้งสองเพราะโจทก์ร่วมทราบว่าจำเลยทั้งสองไม่มีใบอนุญาตจัดหางาน โจทก์ร่วมทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีความรู้ทางด้านกฎหมาย และจำเลยทั้งสองมีความประสงค์จะเปิดบริษัทและขออนุญาตทำธุรกิจด้านจัดหางานแก่บุคคลทั่วไป ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยเหลือดำเนินการด้านเอกสารเพื่อที่จะเดินทางไปทำงานที่สาธารณรัฐฝรั่งเศสตามความประสงค์ของตน ถือได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ได้กระทำความผิดด้วยนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวให้เหตุผลที่โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายเพราะโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดโดยรู้ว่าจำเลยทั้งสองไม่มีใบอนุญาตจัดหางาน แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง แม้โจทก์ร่วมจะรู้ว่าจำเลยทั้งสองไม่มีใบอนุญาตจัดหางานก็ไม่มีผลที่จะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า โจทก์ร่วมมิใช่เป็นผู้ได้รับความเสียหายจึงไม่มีอำนาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ได้สะสางบัญชีกันและตกลงรับเงินส่วนที่เหลือคืนจากจำเลยที่ 1 ไป 60,000 บาท นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงิน 400,000 บาท จากโจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมจึงเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองอันเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) แล้ว แม้หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 จะชดใช้เงินคืนให้แก่โจทก์ร่วม 60,000 บาท ก็ไม่มีผลทำให้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแล้วไม่เป็นผู้เสียหายอีกต่อไป โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน (ธงชัย เสนามนตรี-อภิรัตน์ ลัดพลี-พศวัจน์ กนกนาก) ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายสมบูรณ์ ศรีมณี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางณณัฏฐ์ ธีราทรง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4980/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ348/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2052/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554889
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุดรธานี",
        "judge": "นายสมบูรณ์ ศรีมณี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นางณณัฏฐ์ ธีราทรง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981337"
    }
}
date
2556
deka_no
6478/2556
deka_running_no
6478
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "ธงชัย เสนามนตรี",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "พศวัจน์ กนกนาก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528",
        "sections": [
            "ม. 91 ตรี"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายอาทิตย์ แซ่โง้ว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพีระโชค ฮาดสม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และให้จำเลยทั้งสองใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย 400,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายอาทิตย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 340,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และยกคำขอให้จำเลยทั้งสองใช้เงินคืนแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย เนื่องจากโจทก์ร่วมเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยทั้งสองเพราะโจทก์ร่วมทราบว่าจำเลยทั้งสองไม่มีใบอนุญาตจัดหางาน โจทก์ร่วมทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีความรู้ทางด้านกฎหมาย และจำเลยทั้งสองมีความประสงค์จะเปิดบริษัทและขออนุญาตทำธุรกิจด้านจัดหางานแก่บุคคลทั่วไป ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยเหลือดำเนินการด้านเอกสารเพื่อที่จะเดินทางไปทำงานที่สาธารณรัฐฝรั่งเศสตามความประสงค์ของตน ถือได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ได้กระทำความผิดด้วยนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวให้เหตุผลที่โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายเพราะโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดโดยรู้ว่าจำเลยทั้งสองไม่มีใบอนุญาตจัดหางาน แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง แม้โจทก์ร่วมจะรู้ว่าจำเลยทั้งสองไม่มีใบอนุญาตจัดหางานก็ไม่มีผลที่จะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า โจทก์ร่วมมิใช่เป็นผู้ได้รับความเสียหายจึงไม่มีอำนาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ได้สะสางบัญชีกันและตกลงรับเงินส่วนที่เหลือคืนจากจำเลยที่ 1 ไป 60,000 บาท นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงิน 400,000 บาท จากโจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมจึงเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองอันเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) แล้ว แม้หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 จะชดใช้เงินคืนให้แก่โจทก์ร่วม 60,000 บาท ก็ไม่มีผลทำให้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแล้วไม่เป็นผู้เสียหายอีกต่อไป โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ348/2553
primary_red_case_no
อ2052/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000370.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4980/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556