คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2366/2555 ฉบับเต็ม

#554898
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2366/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายนเรศหรือต่อ เทศวิเชียร จำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา แม้จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บังคับว่าเมื่อมีการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว ศาลต้องลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเสมอไป แต่เป็นดุลพินิจของศาลที่จะไม่ลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นให้น้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ได้ ปัญหาว่าจำเลยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือไม่ ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 97, 100/2, 102 ริบยาเสพติดให้โทษของกลางและเพิ่มโทษจำเลย กับริบรถจักรยานยนต์ 1 คัน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่องของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 และมาตรา 31 ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ริบธนบัตรรัฐบาลไทย จำนาน 37,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเกี่ยวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาและมีคำสั่งว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 15 วรรคสาม (2) ด้วย) ลงโทษประหารชีวิต เมื่อลงโทษประหารชีวิตก็ไม่อาจเพิ่มโทษตามที่โจทก์ขอ จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน และให้ความร่วมมือแก่เจ้าพนักงานตำรวจในชั้นจับกุมมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ต้องระบุประกอบด้วยมาตรา 52 (2) ด้วย) คงจำคุก 50 ปี ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง และริบรถจักยานยนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เงินสด ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยต้องได้รับการลดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาข้อนี้ แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งจำเลยยกขึ้นได้ในชั้นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อตามคำฟ้องกับทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าหลังถูกจับกุมจำเลยได้ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งที่นางสาวเมตตาซุกซ่อนไว้ที่ห้องพักเลขที่ 702 เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจไปยึดเมทแอมเฟตามีนได้อีกจำนวน 20,000 เม็ด และดำเนินคดีแก่นางสาวเมตตาเป็นอีกคดีหนึ่ง กรณีนับได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 แต่บทบัญญัติมาตราดังกล่าวไม่ได้บังคับว่าเมื่อมีการให้ข้อมูลที่สำคัญและประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว ศาลจะต้องลดโทษหรือลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเสมอไป เมื่อคำนึงถึงจำนวนเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยตกลงขายให้นายบริพัตรกับจำนวนเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว นับว่ามีจำนวนมากเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมอย่างยิ่ง การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษประหารชีวิตก่อนลดโทษให้จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (กรองเกียรติ คมสัน-ศุภชัย สมเจริญ-โสภณ โรจน์อนนท์) ศาลอาญาธนบุรี - นายประดิษฐ์ สิงหทัศน์ ศาลอุทธรณ์ - นายสมสันต์ ศุภศาสตร์สิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3556/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554898
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญาธนบุรี",
        "judge": "นายประดิษฐ์ สิงหทัศน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสมสันต์ ศุภศาสตร์สิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081987601"
    }
}
date
2555
deka_no
2366/2555
deka_running_no
2366
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "กรองเกียรติ คมสัน",
    "ศุภชัย สมเจริญ",
    "โสภณ โรจน์อนนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 100/2"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนเรศหรือต่อ เทศวิเชียร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 97, 100/2, 102 ริบยาเสพติดให้โทษของกลางและเพิ่มโทษจำเลย กับริบรถจักรยานยนต์ 1 คัน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่องของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 และมาตรา 31

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ริบธนบัตรรัฐบาลไทย จำนาน 37,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเกี่ยวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาและมีคำสั่งว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 15 วรรคสาม (2) ด้วย) ลงโทษประหารชีวิต เมื่อลงโทษประหารชีวิตก็ไม่อาจเพิ่มโทษตามที่โจทก์ขอ จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน และให้ความร่วมมือแก่เจ้าพนักงานตำรวจในชั้นจับกุมมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ต้องระบุประกอบด้วยมาตรา 52 (2) ด้วย) คงจำคุก 50 ปี ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง และริบรถจักยานยนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เงินสด ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยต้องได้รับการลดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาข้อนี้ แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งจำเลยยกขึ้นได้ในชั้นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อตามคำฟ้องกับทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าหลังถูกจับกุมจำเลยได้ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งที่นางสาวเมตตาซุกซ่อนไว้ที่ห้องพักเลขที่ 702 เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจไปยึดเมทแอมเฟตามีนได้อีกจำนวน 20,000 เม็ด และดำเนินคดีแก่นางสาวเมตตาเป็นอีกคดีหนึ่ง กรณีนับได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 แต่บทบัญญัติมาตราดังกล่าวไม่ได้บังคับว่าเมื่อมีการให้ข้อมูลที่สำคัญและประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว ศาลจะต้องลดโทษหรือลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเสมอไป เมื่อคำนึงถึงจำนวนเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยตกลงขายให้นายบริพัตรกับจำนวนเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว นับว่ามีจำนวนมากเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมอย่างยิ่ง การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษประหารชีวิตก่อนลดโทษให้จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000425.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3556/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555