คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12770/2556 ฉบับเต็ม

#554918
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12770/2556 นางทองม้วน ดิลกชญานนท์ หรือฉิมพลิกานนท์ โจทก์ นางรัศมี โมกข์เมธากุล จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.พ.พ. มาตรา 1375 โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ส่วนจำเลยได้รับการยกให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จากผู้มีชื่อ จึงนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินดังกล่าวรวมทั้งที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าจะเอาที่ดินพิพาทคืนทั้งหมด ตามคำฟ้องโจทก์ จำเลยยังไม่ได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ข้ออ้างที่ว่าจำเลยแย่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังไม่เกิด โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ทั้งตามคำขอท้ายฟ้องที่ให้บังคับจำเลยโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ก็ไม่อาจบังคับได้เพราะจำเลยไม่มีหน้าที่ตามข้อผูกพันใดที่จะต้องโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 1 งาน ซึ่งอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1013 ตำบลเสือเฒ่า อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ตามแผนที่ดินพิพาทท้ายฟ้อง และบังคับให้จำเลยโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยโจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมการโอน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 1 งาน 95 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท ซึ่งอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1013 ตำบลเสือเฒ่า อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1013 ตำบลเสือเฒ่า อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เดิมเป็นของนางนวล โดยนายลี กับนางหวด บิดามารดาโจทก์ได้รุกล้ำเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาท ต่อมานายลีและนางหวดได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตลอดมา ส่วนจำเลยได้รับการยกให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1013 จากนางนวลกับนางร่วมจิตร์ จำเลยจึงนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินดังกล่าวรวมทั้งที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าจะเอาที่ดินพิพาทคืนทั้งหมด เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์เป็นกรณีที่จำเลยมีชื่อเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์และโจทก์ได้แย่งการครอบครองและเข้าทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตลอดมา แล้วจำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินพิพาท โดยที่จำเลยยังไม่ได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่าจำเลยแย่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังไม่เกิด โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ทั้งตามคำขอท้ายฟ้องที่ให้บังคับจำเลยโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ ก็ไม่อาจบังคับได้เพราะจำเลยไม่มีหน้าที่ตามข้อผูกพันใดที่จะต้องโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมยศ เข็มทอง-ไชยยงค์ คงจันทร์-เมทินี ชโลธร) ศาลจังหวัดมหาสารคาม - นายวิสุทธิ์ แก้วเขียว ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสังคม สุภาผล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1568/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1906/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2205/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554918
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมหาสารคาม",
        "judge": "นายวิสุทธิ์ แก้วเขียว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสังคม สุภาผล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081980099"
    }
}
date
2556
deka_no
12770/2556
deka_running_no
12770
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ไชยยงค์ คงจันทร์",
    "เมทินี ชโลธร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1375"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางทองม้วน ดิลกชญานนท์"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "หรือฉิมพลิกานนท์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางรัศมี โมกข์เมธากุล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 1 งาน ซึ่งอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1013 ตำบลเสือเฒ่า อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ตามแผนที่ดินพิพาทท้ายฟ้อง และบังคับให้จำเลยโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยโจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมการโอน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 1 งาน 95 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท ซึ่งอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1013 ตำบลเสือเฒ่า อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1013 ตำบลเสือเฒ่า อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เดิมเป็นของนางนวล โดยนายลี กับนางหวด บิดามารดาโจทก์ได้รุกล้ำเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาท ต่อมานายลีและนางหวดได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตลอดมา ส่วนจำเลยได้รับการยกให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1013 จากนางนวลกับนางร่วมจิตร์ จำเลยจึงนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินดังกล่าวรวมทั้งที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าจะเอาที่ดินพิพาทคืนทั้งหมด เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์เป็นกรณีที่จำเลยมีชื่อเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์และโจทก์ได้แย่งการครอบครองและเข้าทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตลอดมา แล้วจำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินพิพาท โดยที่จำเลยยังไม่ได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่าจำเลยแย่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังไม่เกิด โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ทั้งตามคำขอท้ายฟ้องที่ให้บังคับจำเลยโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ ก็ไม่อาจบังคับได้เพราะจำเลยไม่มีหน้าที่ตามข้อผูกพันใดที่จะต้องโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1906/2548
primary_red_case_no
พ2205/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000359.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1568/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556