คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13572/2556 ฉบับเต็ม

#554935
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13572/2556 มิสซังโรมันคาทอลิก กรุงเทพฯ โจทก์ นางวี ว่องวงศ์อารีหรือมุมแดง ผู้ร้อง นางนิ่ม ชื่นผึ่ง โดยนายสมเกียรติ ว่องวงศ์อารี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 248 คดีนี้ แม้เป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของผู้ถูกฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งคู่ความในคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสาม ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 319 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี กับเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายสมเกียรติ บุตรจำเลยเป็นคู่ความแทนที่จำเลย แล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ หลังจากนั้น โจทก์ยื่นคำร้องว่าบริวารของจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับโดยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาท ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จับกุมและกักขังผู้ร้องกับพวกอีกหลายคนซึ่งโจทก์อ้างเป็นบริวารของจำเลยที่ยังอยู่ในที่ดิน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้ร้องได้ตามหมายจับและนำตัวผู้ร้องมาส่งศาลแล้วมีผู้รับประกันตัวผู้ร้องไป ระหว่างที่โจทก์ดำเนินการตรวจสอบเรื่องการปฏิบัติตามคำบังคับ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องย้ายออกจากบ้านในที่ดินของโจทก์ไปเช่าบ้านอยู่ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และต่อมาได้ซื้อบ้านหลังใหม่ไว้แล้ว ขอให้เพิกถอนหมายจับผู้ร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาประกัน และให้กักขังผู้ร้องไว้จนกว่าจะยอมปฏิบัติตามคำบังคับ แต่มิให้เกิน 6 เดือน ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า ไม่กักขังผู้ร้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ แม้เป็นคดีที่เกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของผู้ถูกฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งคู่ความในคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสาม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องได้ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วหรือไม่ ผู้ร้องเบิกความยืนยันว่าได้จดทะเบียนหย่ากับนายสมเกียรติ ซึ่งเป็นบุตรของจำเลย และผู้ร้องย้ายออกจากที่ดินพิพาทไปพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 18/25 หมู่ที่ 15 ตำบลหนองอ้อ อำเภอบ้านโป่งจังหวัดราชบุรี ซึ่งผู้ร้องกับบุตรได้ร่วมกันซื้อมาแล้ว ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน โฉนดที่ดิน และสำเนาทะเบียนบ้าน กับมีภาพถ่ายบ้านของผู้ร้องมาแสดง ส่วนโจทก์ไม่ได้ยื่นคำคัดค้านและไม่นำพยานเข้าไต่สวนโต้แย้งว่าผู้ร้องยังคงอยู่ในที่ดินพิพาท การที่ผู้ร้องไม่ได้นำนายสมเกียรติและบุตรของผู้ร้องมาเบิกความสนับสนุนก็เป็นสิทธิของผู้ร้องที่จะนำพยานคนใดมาไต่สวนก็ได้หาได้เป็นข้อพิรุธไม่ส่วนการที่นายสมเกียรติยังไม่ได้ออกไปจากที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องที่โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการให้นายสมเกียรติออกไปหาได้เกี่ยวกับผู้ร้องไม่ พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมารับฟังได้ว่า ผู้ร้องได้ออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์แล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะต้องกักขังผู้ร้องอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาไม่ให้กักขังผู้ร้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และ 167 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ (วิวรรต นิ่มละมัย-ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์) ศาลจังหวัดราชบุรี - นายประโยชน์ ดีสวัสด์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายจักรกฤช เจริญเลิศ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.814/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1741/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1347/2544 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554935
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดราชบุรี",
        "judge": "นายประโยชน์ ดีสวัสด์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายจักรกฤช เจริญเลิศ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979980"
    }
}
date
2556
deka_no
13572/2556
deka_running_no
13572
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "วิวรรต นิ่มละมัย",
    "ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 248"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "มิสซังโรมันคาทอลิก กรุงเทพฯ"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางวี ว่องวงศ์อารีหรือมุมแดง"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางนิ่ม ชื่นผึ่ง โดยนายสมเกียรติ ว่องวงศ์อารี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 319 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี กับเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายสมเกียรติ บุตรจำเลยเป็นคู่ความแทนที่จำเลย แล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ หลังจากนั้น โจทก์ยื่นคำร้องว่าบริวารของจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับโดยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาท ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จับกุมและกักขังผู้ร้องกับพวกอีกหลายคนซึ่งโจทก์อ้างเป็นบริวารของจำเลยที่ยังอยู่ในที่ดิน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้ร้องได้ตามหมายจับและนำตัวผู้ร้องมาส่งศาลแล้วมีผู้รับประกันตัวผู้ร้องไป ระหว่างที่โจทก์ดำเนินการตรวจสอบเรื่องการปฏิบัติตามคำบังคับ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องย้ายออกจากบ้านในที่ดินของโจทก์ไปเช่าบ้านอยู่ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และต่อมาได้ซื้อบ้านหลังใหม่ไว้แล้ว ขอให้เพิกถอนหมายจับผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาประกัน และให้กักขังผู้ร้องไว้จนกว่าจะยอมปฏิบัติตามคำบังคับ แต่มิให้เกิน 6 เดือน

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า ไม่กักขังผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ แม้เป็นคดีที่เกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของผู้ถูกฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งคู่ความในคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสาม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องได้ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วหรือไม่ ผู้ร้องเบิกความยืนยันว่าได้จดทะเบียนหย่ากับนายสมเกียรติ ซึ่งเป็นบุตรของจำเลย และผู้ร้องย้ายออกจากที่ดินพิพาทไปพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 18/25 หมู่ที่ 15 ตำบลหนองอ้อ อำเภอบ้านโป่งจังหวัดราชบุรี ซึ่งผู้ร้องกับบุตรได้ร่วมกันซื้อมาแล้ว ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน โฉนดที่ดิน และสำเนาทะเบียนบ้าน กับมีภาพถ่ายบ้านของผู้ร้องมาแสดง ส่วนโจทก์ไม่ได้ยื่นคำคัดค้านและไม่นำพยานเข้าไต่สวนโต้แย้งว่าผู้ร้องยังคงอยู่ในที่ดินพิพาท การที่ผู้ร้องไม่ได้นำนายสมเกียรติและบุตรของผู้ร้องมาเบิกความสนับสนุนก็เป็นสิทธิของผู้ร้องที่จะนำพยานคนใดมาไต่สวนก็ได้หาได้เป็นข้อพิรุธไม่ส่วนการที่นายสมเกียรติยังไม่ได้ออกไปจากที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องที่โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการให้นายสมเกียรติออกไปหาได้เกี่ยวกับผู้ร้องไม่ พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมารับฟังได้ว่า ผู้ร้องได้ออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์แล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะต้องกักขังผู้ร้องอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาไม่ให้กักขังผู้ร้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และ 167

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1741/2542
primary_red_case_no
พ1347/2544
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000358.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.814/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556