ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15171/2556
เด็กชาย ก.
โจทก์
โดยนายพงษ์ชัย ผู้แทนโดยชอบธรรม
เด็กชาย ส. โดยนายเวียงพิง
ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 420, มาตรา 644
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 39 (1), มาตรา 39 (2), มาตรา 39 (3)
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง
ส. นักการภารโรงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโรงเรียนจำเลยที่ 5 ที่ให้เก็บเครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุไว้ในห้องสมุดทุกครั้งที่ใช้งานเสร็จมาโดยตลอด จำเลยที่ 4 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นสถานศึกษา จึงเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและมีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการของสถานศึกษาหรือส่วนราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและของสถานศึกษาหรือส่วนราชการ ประสานการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา รวมทั้งควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของสถานการศึกษาหรือส่วนราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ เป็นผู้แทนของสถานศึกษาหรือส่วนราชการในกิจการทั่วไป รวมทั้งการจัดทำนิติกรรมสัญญาราชการของสถานศึกษาหรือส่วนราชการตามวงเงินงบประมาณที่สถานศึกษาหรือส่วนราชการตามวงเงินงบประมาณที่สถานศึกษาหรือส่วนราชการได้รับตามที่ได้รับมอบอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 39 (1) (2) และ (3) แม้เครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุจะมิใช่ทรัพย์สินของทางราชการ แต่ก็เป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนจำเลยที่ 5 ยืมมาใช้ในราชการ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงจำต้องสงวนทรัพย์สินซึ่งยืมไปเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 644 การที่จำเลยที่ 4 ปล่อยปละละเลยการบริหารกิจการของสถานศึกษาและไม่ควบคุมดูแลบุคลากรในสถานศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการหรือของสถานศึกษา จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 4 เมื่อความประมาทเลินเล่อนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 4 ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 จำเลยที่ 4 ยืมเครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุมาใช้ราชการ แต่ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 39 จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จำเลยที่ 4 อยู่ในสังกัดจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,229,835 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,200,000 บาท จนกว่าจะชำระโจทก์เสร็จ
ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว เห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 4
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จ กับให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้น ให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คำขออื่นให้ยก
จำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมด
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 6 เป็นกระทรวงตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 7 จำเลยที่ 5 เป็นโรงเรียนในสังกัดจำเลยที่ 6 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 35 มีจำเลยที่ 4 เป็นผู้อำนวยการ จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนจำเลยที่ 5 ได้มอบหมายให้นายสมภพ นักการภารโรง โรงเรียนจำเลยที่ 5 นำหนังสือราชการ ไปขอยืมเครื่องตัดหญ้าจากนายคมสัน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 บ้านท่าม่วง ตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อนำมาใช้ตัดหญ้าภายในโรงเรียนจำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 4 มีคำสั่งให้นายสมภพเก็บเครื่องตัดหญ้าไว้ในห้องสมุดใหม่ทุกครั้งที่ใช้งานเสร็จ ห้ามปล่อยทิ้งไว้ เนื่องจากกลัวเด็กนักเรียนจะไปเล่น โรงเรียนจำเลยที่ 5 มีการจัดเตรียมงานเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูโรงเรียนจำเลยที่ 5 นายสมภพได้ไปช่วยจัดเตรียมงานเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูโรงเรียนจำเลยที่ 5 ที่หอประชุม ต่อมาเวลาประมาณ 15 นาฬิกา เด็กชาย อ. นักเรียนโรงเรียนท่าม่วงวิทยาคม เด็กชาย ภ. เด็กชาย ศ.และเด็กชาย ต. ได้ไปนั่งคุยกันที่ศาลาโรงเรียนจำเลยที่ 5 ประมาณ 2 ชั่วโมง และเดินออกจากศาลาไป คงเหลือแต่เด็กชาย อ. ผู้เดียว จำเลยที่ 1 นักเรียนโรงเรียนท่าม่วงวิทยาคมเดินเข้าไปนั่งคุยกับเด็กชาย อ. ระหว่างนั้นเด็กชาย ภ. นักเรียนโรงเรียนจำเลยที่ 5 เห็นเครื่องตัดหญ้าคันดังกล่าวจอดอยู่ที่เสาธงโรงเรียนจำเลยที่ 5 เด็กชาย ภ. จึงเข้าไปติดเครื่องยนต์ นำไปตัดหญ้าที่บริเวณสนามฟุตบอล เด็กชาย อ. เข้าไปขอเด็กชาย ภ. ตัดหญ้า ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปขอเครื่องตัดหญ้าจากเด็กชาย อ. แล้วนำไปตัดหญ้า โดยใกล้ ๆ บริเวณนั้น โจทก์กำลังเล่นกีฬาชนไก่กับเพื่อน โจทก์แพ้จึงต้องนอนลงที่พื้นสนามฟุตบอล เพื่อนของโจทก์ได้นำเศษหญ้าปกคลุมตัวโจทก์ไว้ จำเลยที่ 1 เข็นรถตัดหญ้าไปทางที่โจทก์นอน และชนโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส มีบาดแผลตั้งแต่กลางกะโหลกศีรษะด้านขวา ลากยาวผ่านดวงตาขวาและแก้มด้านขวา แขนขวาขาดและตาขวาบอด
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จำเลยที่ 4 อยู่ในสังกัด ให้รับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 4 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ที่ 4 คดีย่อมมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ตามบทกฎหมายดังกล่าวด้วย แม้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาก็เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ปัญหาดังกล่าวนี้โจทก์มีพนักงานสอบสวน พยานโจทก์เบิกความว่า พยานได้ให้ช่างเครื่องยนต์ลองติดเครื่อง ปรากฏว่าสามารถติดเครื่องได้ง่ายเพียงครั้งเดียว จำเลยที่ 4 เองก็เล็งเห็นถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากเครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุ จึงมีคำสั่งให้นายสมภพเก็บเครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุไว้ในห้องสมุดใหม่ทุกครั้งที่ใช้งานเสร็จ ห้ามปล่อยทิ้งไว้ เนื่องจากกลัวเด็กนักเรียนจะไปเล่น และได้ออกคำสั่งโรงเรียนจำเลยที่ 5 ให้นายสมภพปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัด ในข้อนี้นายสมภพให้การต่อพันตำรวจโทบุญทันว่า ปกตินายสมภพจะเก็บเครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุไว้ที่โรงเก็บรถด้านหลังโรงเรียนจำเลยที่ 5 แต่ในวันเกิดเหตุยังไม่นำไปเก็บ เนื่องจากต้องไปทำงานอื่นก่อน เด็กชาย ภ. พยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 5 ที่ 6 เบิกความว่า เมื่อเวลาประมาณ 12 นาฬิกาของวันเกิดเหตุ พยานเห็นเครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุจอดอยู่ใต้ต้นไม้หน้าอาคารเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 พยานจึงเข้าไปติดเครื่องยนต์ นำไปตัดหญ้าหลังโรงเรียนจำเลยที่ 5 แล้วนำไปเก็บที่เดิม จนกระทั่งก่อนจะเกิดเหตุ พยานเห็นเครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุจอดอยู่ที่เสาธงโรงเรียนจำเลยที่ 5 จึงเข้าไปติดเครื่องยนต์ นำไปตัดหญ้าที่บริเวณสนามฟุตบอล แสดงว่า นายสมภพไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโรงเรียนจำเลยที่ 5 มาโดยตลอด จำเลยที่ 4 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นสถานศึกษา จึงเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและมีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการของสถานศึกษาหรือส่วนราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและของสถานศึกษาหรือส่วนราชการ รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของสถานศึกษาหรือส่วนราชการ ประสานการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา รวมทั้งควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของสถานศึกษาหรือส่วนราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของราชการ เป็นผู้แทนของสถานศึกษาหรือส่วนราชการในกิจการทั่วไป รวมทั้งการจัดทำนิติกรรมสัญญาราชการของสถานศึกษาหรือส่วนราชการตามวงเงินงบประมาณที่สถานศึกษาหรือส่วนราชการได้รับตามที่ได้รับมอบอำนาจ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 39 (1) (2) และ (3) แม้เครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุจะมิใช่ทรัพย์สินของทางราชการ แต่ก็เป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนจำเลยที่ 5 ยืมมาใช้ในราชการ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงจำต้องสงวนทรัพย์สินซึ่งยืมไปเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 644 การที่จำเลยที่ 4 ปล่อยปละละเลยการบริหารกิจการของสถานศึกษาและไม่ควบคุมดูแลบุคลากรในสถานศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการหรือของสถานศึกษา จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 4 เมื่อความประมาทเลินเล่อนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 4 ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 4 ยืมเครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุมาใช้ในราชการ แต่ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 39 จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จำเลยที่ 4 อยู่ในสังกัดจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์
(พิทักษ์ คงจันทร์-สมควร วิเชียรวรรณ-ภาภูมิ สรอัฑฒ์)
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายเดชา อุบลพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายไชยผล สุรวงษ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.850/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ7223/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1383/2553
หมายเหตุ