คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13582/2556 ฉบับเต็ม

#554950
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13582/2556 บริษัทเมืองทองเซรามิค จำกัด โจทก์ นายสุทัศน์ สุขประเสริฐ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 680 วันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม สัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 3 ยอมรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นก่อนวันทำสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่าสินค้าของโจทก์สูญหายตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 (วันทำสัญญาค้ำประกัน) ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2548 เป็นจำนวนเงินเท่าใด จำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,012,219.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 999,723 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามขาดนัด ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคสอง ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน1,012,219.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 999,723 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 8 เมษายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างการบังคับคดีจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลแรงงานภาค 2 ไต่สวนแล้ว เห็นว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจริงจึงอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่เฉพาะจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการคลังและเสมียนร่วมกันยักยอกสินค้าของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2548 รวมเป็นเงิน 999,723 บาท จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 3 ยอมรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นก่อนวันที่จำเลยที่ 3 เข้าเป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 แต่จำนวนหนี้ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 อันเป็นวันทำสัญญาค้ำประกันจนถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2548 นั้น ก็ระคนปนกันอยู่ในจำนวนของหนี้ทั้งหมด เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าสินค้าของโจทก์สูญหายไปเท่าใด จึงไม่อาจคำนวณความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้ว่าเป็นจำนวนเงินเท่าใด จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ธีระพงศ์ จิระภาค-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-วิรุฬห์ แสงเทียน) ศาลแรงงานภาค 2 - นางเศรณี ศิริมังคละ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.2375/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ248/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ307/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554950
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานภาค 2",
        "judge": "นางเศรณี ศิริมังคละ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979884"
    }
}
date
2556
deka_no
13582/2556
deka_running_no
13582
deka_year
2556
department
แรงงาน
judges
[
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 680"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเมืองทองเซรามิค จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุทัศน์ สุขประเสริฐ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,012,219.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 999,723 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัด ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคสอง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน1,012,219.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 999,723 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 8 เมษายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างการบังคับคดีจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลแรงงานภาค 2 ไต่สวนแล้ว เห็นว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจริงจึงอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่เฉพาะจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการคลังและเสมียนร่วมกันยักยอกสินค้าของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2548 รวมเป็นเงิน 999,723 บาท จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 3 ยอมรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นก่อนวันที่จำเลยที่ 3 เข้าเป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 แต่จำนวนหนี้ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 อันเป็นวันทำสัญญาค้ำประกันจนถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2548 นั้น ก็ระคนปนกันอยู่ในจำนวนของหนี้ทั้งหมด เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าสินค้าของโจทก์สูญหายไปเท่าใด จึงไม่อาจคำนวณความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้ว่าเป็นจำนวนเงินเท่าใด จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ248/2549
primary_red_case_no
พ307/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000357.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.2375/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556