คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8337/2556 ฉบับเต็ม

#554957
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8337/2556 พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์ นางดวงใจ เหล่าพ่วง กับพวก โจทก์ร่วม นายจีระวัฒน์ จิวรรจนะโรดม จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), มาตรา 5 (2), มาตรา 44/1, มาตรา 253 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า น. มีส่วนประมาท จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของ น. ย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทน น. ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 กับยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...คำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม" ให้หมายรวมถึงกรณีจำเลยยื่นฎีกาด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณานางดวงใจ ภริยานายน้อย ผู้ตายและนายยนต์ บิดานายเด่น ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291) โดยเรียกนางดวงใจว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนายยนต์ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 และเด็กชาย อ. บุตรผู้ตาย เป็นเงิน 2,080,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 1,040,000 บาท จำเลยยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับมอบเช็คจำนวนเงิน 150,000 บาท จากบริษัทคูเนียร์ประกันภัย จำกัด ซึ่งรับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับ โจทก์ร่วมที่ 2 แถลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะแล้ว เห็นว่า จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี กำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อ 1 ครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและห้ามดื่มสิ่งมึนเมาทุกชนิด ให้จำเลยทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายในกำหนด 1 ปี (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) ยกฟ้องคดีส่วนแพ่ง โจทก์ร่วมที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คดีส่วนอาญาโทษปรับ 5,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดไร้อุปการะ และค่าปลงศพ รวมเป็นเงิน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันกระทำละเมิดคือ วันที่ 3 มีนาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ร่วมที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า นายน้อย ผู้ตาย สามีของโจทก์ร่วมที่ 1 มีส่วนประมาทด้วย เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า นายน้อยมีส่วนประมาทด้วย นายน้อยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของนายน้อยย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนนายน้อยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 กับยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางดวงใจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีก อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากจำเลยนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...คำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม" ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ เห็นควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของนางดวงใจ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้จำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลต่างให้เป็นพับ (พศวัจณ์ กนกนาก-อภิรัตน์ ลัดพลี-ธงชัย เสนามนตรี) ศาลจังหวัดนครปฐม - นางประไพ เอื้อไพจิตร คงใหม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายภิญโญ แสงภู่ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1233/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ5176/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3966/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554957
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครปฐม",
        "judge": "นางประไพ เอื้อไพจิตร คงใหม่"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายภิญโญ แสงภู่"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081980999"
    }
}
date
2556
deka_no
8337/2556
deka_running_no
8337
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "พศวัจณ์ กนกนาก",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ธงชัย เสนามนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)",
            "ม. 5 (2)",
            "ม. 44/1",
            "ม. 253 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางดวงใจ เหล่าพ่วง กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจีระวัฒน์ จิวรรจนะโรดม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานางดวงใจ ภริยานายน้อย ผู้ตายและนายยนต์ บิดานายเด่น ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291) โดยเรียกนางดวงใจว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนายยนต์ว่า โจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 และเด็กชาย อ. บุตรผู้ตาย เป็นเงิน 2,080,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1

โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 1,040,000 บาท

จำเลยยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับมอบเช็คจำนวนเงิน 150,000 บาท จากบริษัทคูเนียร์ประกันภัย จำกัด ซึ่งรับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับ โจทก์ร่วมที่ 2 แถลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะแล้ว เห็นว่า จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี กำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อ 1 ครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและห้ามดื่มสิ่งมึนเมาทุกชนิด ให้จำเลยทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายในกำหนด 1 ปี (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) ยกฟ้องคดีส่วนแพ่ง

โจทก์ร่วมที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คดีส่วนอาญาโทษปรับ 5,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดไร้อุปการะ และค่าปลงศพ รวมเป็นเงิน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันกระทำละเมิดคือ วันที่ 3 มีนาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ร่วมที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า นายน้อย ผู้ตาย สามีของโจทก์ร่วมที่ 1 มีส่วนประมาทด้วย เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า นายน้อยมีส่วนประมาทด้วย นายน้อยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของนายน้อยย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนนายน้อยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 กับยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางดวงใจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีก

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากจำเลยนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...คำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม" ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ เห็นควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของนางดวงใจ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้จำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลต่างให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
อ5176/2552
primary_red_case_no
อ3966/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000367.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1233/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556