คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11720/2556 ฉบับเต็ม

#554960
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11720/2556 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นายมนต์เสกหรือจั๊ว ตั้งพงศ์พัฒนา จำเลย ป.อ. มาตรา 91, มาตรา 279 วรรคแรก, มาตรา 283 วรรคสอง, มาตรา 371 ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 212, มาตรา 225 แม้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปที่บ้านเกิดเหตุตามคำชักชวนของ ส. โดยจำเลยมิได้เป็นผู้ชักชวน แต่การที่จำเลยขับรถพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปที่บ้านเกิดเหตุตามคำขอของ ส. ในเวลากลางคืน จากนั้นจำเลยและ ส. ฉวยโอกาสลงมือกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ในเวลาและสถานที่เดียวกัน บ่งชี้ว่าจำเลยและ ส. มีเจตนาล่วงล้ำอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 4 ซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดแก่ผู้เสียหายแต่ละคนเป็น 4 กรรม แม้จำเลยจะกระทำความผิดต่อผู้เสียหายทั้งสี่ในคราวเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร 2 กรรม กับฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทอีก 2 กรรม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกา แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยครบทุกกรรมได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 279, 283 ทวิ, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า (ที่ถูก พิพากษากลับว่า) จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร แม้เด็กนั้นจะยินยอม และฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สาเหตุที่ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 4 ไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทสาทรเพื่อขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและนายสืบพงศ์ก็เพราะได้ทราบข้อเท็จจริงจากคำบอกเล่าของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ว่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ถูกจำเลยและนายสืบพงศ์กระทำอนาจาร ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวถือเป็นเรื่องน่าอับอายแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เอง ประกอบกับคดีไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยและนายสืบพงศ์ ดังนั้น หากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 มิได้ถูกกระทำอนาจารจริงก็คงไม่คบคิดกันปรุงแต่งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยและนายสืบพงศ์ อีกทั้งเมื่อพันตำรวจโทสาทรถามคำให้การผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์ ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ต่างก็ให้การถึงพฤติกรรมในการกระทำความผิดของจำเลยและนายสืบพงศ์ได้สอดคล้องกันโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ และชั้นพิจารณาผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังคงเบิกความสอดคล้องกับที่เคยให้การแก่พันตำรวจโทสาทร ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 3 เบิกความแตกต่างจากผู้เสียหายที่ 1ในข้อสาระสำคัญ เพราะมิได้ยืนยันว่าเห็นจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 จึงมีข้อพิรุธนั้น เห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 3 มิได้เบิกความว่าเห็นจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 ดั่งที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ให้อ่านบันทึกคำให้การของผู้เสียหายแล้ว ผู้เสียหายที่ 3 ก็อธิบายว่า เหตุที่มิได้เบิกความว่าเห็นจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 ดั่งที่เคยให้การไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายก็เพราะเหตุการณ์ผ่านมานานแล้วจึงจดจำเรื่องราวไม่ค่อยได้ ซึ่งนับว่าสมเหตุผล เพราะผู้เสียหายที่ 3 เบิกความเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2551 หลังวันเกิดเหตุนานถึง 1 ปี 4 เดือนเศษ ย่อมจดจำเหตุการณ์บางช่วงบางตอนที่มิได้เกิดขึ้นแก่ตนเองโดยตรงผิดพลาดสับสนไปบ้าง ดังนั้น แม้ผู้เสียหายที่ 3 จะเบิกความแตกต่างจากผู้เสียหายที่ 1 แต่ข้อแตกต่างนั้นก็มิใช่ข้อพิรุธสำคัญอันจะทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ขาดน้ำหนักในการรับฟัง ที่จำเลยฎีกาว่า ห้องนอนที่เกิดเหตุไม่มีหน้าต่าง เห็นได้จากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า ในภาพถ่ายภาพที่ 2 ซึ่งเป็นภาพถ่ายห้องนอนที่เกิดเหตุไม่เห็นกระจกหน้าต่าง แต่กระจกหน้าต่างอยู่ทางด้านซ้ายของห้อง นอกจากนี้ พยานโจทก์ปากนายทินกรเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ และพันตำรวจโทสาทรพนักงานสอบสวนผู้ตรวจสถานที่เกิดเหตุ ต่างก็มิได้เบิกความว่า ห้องนอนที่เกิดเหตุมีหน้าต่างกระจกแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงฟังไม่ได้ว่าในห้องที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าด้านนอกส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้าไปทำให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 มองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งตัวคนร้ายได้นั้น เห็นว่าภาพถ่ายหมาย จ.10 ภาพที่ 2 เป็นภาพถ่ายเฉพาะด้านที่มีประตูเพียงด้านเดียว สภาพที่ปรากฏตามภาพถ่ายภาพนี้ย่อมไม่พอจะยืนยันได้ว่าห้องนอนที่เกิดเหตุไม่มีหน้าต่าง อีกทั้งผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังเบิกความอธิบายว่า กระจกหน้าต่างอยู่ทางด้านซ้ายของห้อง ซึ่งมีความหมายว่าหน้าต่างห้องนอนที่เกิดเหตุมิได้อยู่ด้านเดียวกับด้านที่มีประตู ส่วนเรื่องที่นายทินกรและพันตำรวจโทสาทรมิได้เบิกความว่าห้องนอนที่เกิดเหตุมีหน้าต่างกระจกนั้นน่าจะเป็นเพราะไม่มีคู่ความฝ่ายใดถามถึงข้อเท็จจริงเรื่องนี้ เช่นนี้คำเบิกความของพยานทั้งสองจึงมิได้มีลักษณะเป็นการยืนยันว่าห้องนอนที่เกิดเหตุไม่มีหน้าต่างกระจก เมื่อผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เบิกความว่าห้องที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าด้านนอกส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้าไปทำให้มองเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้นั้นมีความสอดคล้องกันโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธจึงมีน้ำหนักฟังได้ว่าในห้องที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าด้านนอกส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้าไปทำให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 มองเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งมองเห็นจำเลยและนายสืบพงศ์ได้จริง ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปที่บ้านที่เกิดเหตุเพื่อฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ตามคำชักชวนของนายสืบพงศ์ อีกทั้งการที่นายสืบพงศ์ขอให้จำเลยขับรถยนต์กระบะพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปยังบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านที่จำเลยประสงค์จะไปพักค้างคืนอยู่ก่อน โดยมีนางวาสนาไปด้วยก็มิใช่เรื่องผิดปกติ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการล่วงล้ำอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 4 นั้น เห็นว่า แม้จำเลยมิได้ชักชวนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปที่บ้านที่เกิดเหตุก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่จำเลยขับรถยนต์กระบะพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปยังบ้านที่เกิดเหตุในเวลากลางคืน จากนั้นจำเลยและนายสืบพงศ์ก็ฉวยโอกาสลงมือกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ในเวลาและสถานที่เดียวกันบ่งชี้ว่าจำเลยและนายสืบพงศ์มีเจตนาล่วงล้ำอำนาจการปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 4 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละคนเป็น 4 กรรม แม้จำเลยจะกระทำความผิดต่อผู้เสียหายทั้งสี่ในครั้งเดียวกันแต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร 2 กรรม กับฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทอีก 2 กรรม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกา แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย ปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยครบทุกกรรมได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร 2 กรรม กับฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทอีก 2 กรรม ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (วิรุฬห์ แสงเทียน-ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี-วรงค์พร จิระภาค) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายศักดา ไพรสันต์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายธงชัย วรชาติเดชา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1457/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ184/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1322/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554960
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี",
        "judge": "นายศักดา ไพรสันต์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายธงชัย วรชาติเดชา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081980330"
    }
}
date
2556
deka_no
11720/2556
deka_running_no
11720
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี",
    "วรงค์พร จิระภาค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91",
            "ม. 279 วรรคแรก",
            "ม. 283 วรรคสอง",
            "ม. 371"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 212",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายมนต์เสกหรือจั๊ว ตั้งพงศ์พัฒนา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า (ที่ถูก พิพากษากลับว่า) จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร แม้เด็กนั้นจะยินยอม และฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สาเหตุที่ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 4 ไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทสาทรเพื่อขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและนายสืบพงศ์ก็เพราะได้ทราบข้อเท็จจริงจากคำบอกเล่าของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ว่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ถูกจำเลยและนายสืบพงศ์กระทำอนาจาร ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวถือเป็นเรื่องน่าอับอายแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เอง ประกอบกับคดีไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยและนายสืบพงศ์ ดังนั้น หากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 มิได้ถูกกระทำอนาจารจริงก็คงไม่คบคิดกันปรุงแต่งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยและนายสืบพงศ์ อีกทั้งเมื่อพันตำรวจโทสาทรถามคำให้การผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์ ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ต่างก็ให้การถึงพฤติกรรมในการกระทำความผิดของจำเลยและนายสืบพงศ์ได้สอดคล้องกันโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ และชั้นพิจารณาผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังคงเบิกความสอดคล้องกับที่เคยให้การแก่พันตำรวจโทสาทร ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 3 เบิกความแตกต่างจากผู้เสียหายที่ 1ในข้อสาระสำคัญ เพราะมิได้ยืนยันว่าเห็นจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 จึงมีข้อพิรุธนั้น เห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 3 มิได้เบิกความว่าเห็นจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 ดั่งที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ให้อ่านบันทึกคำให้การของผู้เสียหายแล้ว ผู้เสียหายที่ 3 ก็อธิบายว่า เหตุที่มิได้เบิกความว่าเห็นจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 ดั่งที่เคยให้การไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายก็เพราะเหตุการณ์ผ่านมานานแล้วจึงจดจำเรื่องราวไม่ค่อยได้ ซึ่งนับว่าสมเหตุผล เพราะผู้เสียหายที่ 3 เบิกความเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2551 หลังวันเกิดเหตุนานถึง 1 ปี 4 เดือนเศษ ย่อมจดจำเหตุการณ์บางช่วงบางตอนที่มิได้เกิดขึ้นแก่ตนเองโดยตรงผิดพลาดสับสนไปบ้าง ดังนั้น แม้ผู้เสียหายที่ 3 จะเบิกความแตกต่างจากผู้เสียหายที่ 1 แต่ข้อแตกต่างนั้นก็มิใช่ข้อพิรุธสำคัญอันจะทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ขาดน้ำหนักในการรับฟัง ที่จำเลยฎีกาว่า ห้องนอนที่เกิดเหตุไม่มีหน้าต่าง เห็นได้จากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า ในภาพถ่ายภาพที่ 2 ซึ่งเป็นภาพถ่ายห้องนอนที่เกิดเหตุไม่เห็นกระจกหน้าต่าง แต่กระจกหน้าต่างอยู่ทางด้านซ้ายของห้อง นอกจากนี้ พยานโจทก์ปากนายทินกรเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ และพันตำรวจโทสาทรพนักงานสอบสวนผู้ตรวจสถานที่เกิดเหตุ ต่างก็มิได้เบิกความว่า ห้องนอนที่เกิดเหตุมีหน้าต่างกระจกแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงฟังไม่ได้ว่าในห้องที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าด้านนอกส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้าไปทำให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 มองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งตัวคนร้ายได้นั้น เห็นว่าภาพถ่ายหมาย จ.10 ภาพที่ 2 เป็นภาพถ่ายเฉพาะด้านที่มีประตูเพียงด้านเดียว สภาพที่ปรากฏตามภาพถ่ายภาพนี้ย่อมไม่พอจะยืนยันได้ว่าห้องนอนที่เกิดเหตุไม่มีหน้าต่าง อีกทั้งผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังเบิกความอธิบายว่า กระจกหน้าต่างอยู่ทางด้านซ้ายของห้อง ซึ่งมีความหมายว่าหน้าต่างห้องนอนที่เกิดเหตุมิได้อยู่ด้านเดียวกับด้านที่มีประตู ส่วนเรื่องที่นายทินกรและพันตำรวจโทสาทรมิได้เบิกความว่าห้องนอนที่เกิดเหตุมีหน้าต่างกระจกนั้นน่าจะเป็นเพราะไม่มีคู่ความฝ่ายใดถามถึงข้อเท็จจริงเรื่องนี้ เช่นนี้คำเบิกความของพยานทั้งสองจึงมิได้มีลักษณะเป็นการยืนยันว่าห้องนอนที่เกิดเหตุไม่มีหน้าต่างกระจก เมื่อผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เบิกความว่าห้องที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าด้านนอกส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้าไปทำให้มองเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้นั้นมีความสอดคล้องกันโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธจึงมีน้ำหนักฟังได้ว่าในห้องที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าด้านนอกส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้าไปทำให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 มองเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งมองเห็นจำเลยและนายสืบพงศ์ได้จริง ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปที่บ้านที่เกิดเหตุเพื่อฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ตามคำชักชวนของนายสืบพงศ์ อีกทั้งการที่นายสืบพงศ์ขอให้จำเลยขับรถยนต์กระบะพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปยังบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านที่จำเลยประสงค์จะไปพักค้างคืนอยู่ก่อน โดยมีนางวาสนาไปด้วยก็มิใช่เรื่องผิดปกติ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการล่วงล้ำอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 4 นั้น เห็นว่า แม้จำเลยมิได้ชักชวนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปที่บ้านที่เกิดเหตุก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่จำเลยขับรถยนต์กระบะพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปยังบ้านที่เกิดเหตุในเวลากลางคืน จากนั้นจำเลยและนายสืบพงศ์ก็ฉวยโอกาสลงมือกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ในเวลาและสถานที่เดียวกันบ่งชี้ว่าจำเลยและนายสืบพงศ์มีเจตนาล่วงล้ำอำนาจการปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 4 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละคนเป็น 4 กรรม แม้จำเลยจะกระทำความผิดต่อผู้เสียหายทั้งสี่ในครั้งเดียวกันแต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร 2 กรรม กับฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทอีก 2 กรรม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกา แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย ปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยครบทุกกรรมได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร 2 กรรม กับฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทอีก 2 กรรม ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
อ184/2551
primary_red_case_no
อ1322/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000361.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1457/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556