คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13989/2556 ฉบับเต็ม

#554963
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13989/2556 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายณัฐวุฒิหรือตุ้ม ใจเที่ยง กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, มาตรา 7, มาตรา 8, มาตรา 26, มาตรา 76/1, มาตรา 100/2 พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, มาตรา 4, มาตรา 6, มาตรา 7, มาตรา 8 เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจค้นพบกัญชาอัดแท่งของกลางแล้วจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และสอบถามเกี่ยวกับของกลาง ในระหว่างนั้น ด. ได้โทรศัพท์มาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 บอกเปลี่ยนสถานที่ส่งกัญชาอัดแท่ง โดยให้ส่งแก่ ก. เจ้าพนักงานตำรวจจึงควบคุมพาจำเลยที่ 1 และที่ 2 เดินทางไปเพื่อติดต่อส่งกัญชาอัดแท่งให้แก่ ก. ตามที่ ด. สั่ง แล้วให้จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อนัดพบ ก. เมื่อพบ ก. กับพวกแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจจึงแสดงตัวทำการจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น เป็นแต่เพียงการสืบสวนขยายผลติดตามจับผู้กระทำผิดตามกฎหมายไปตามปกติของเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งกระทำอยู่แล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 6, 7, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 ริบของกลางทั้งหมด และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีนี้ที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 26 วรรคสอง, (ที่ถูก มาตรา 26 วรรคสอง), 76/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6, 7, 8 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 8 วรรคสอง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 15 ปี และปรับคนละ 900,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมาย มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 20 ปี และปรับ 1,200,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 600,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน และปรับ 450,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 การกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบกัญชา โทรศัพท์เคลื่อนที่และซิมการ์ดของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ภายหลังจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมตรวจยึดกัญชาอัดแท่งของกลางได้เจ้าพนักงานตำรวจทำการสอบสวนเบื้องต้นแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ความร่วมมืออย่างดีโดยลักษณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้ใช้ให้ติดต่อเพื่อล่อให้ผู้ค้ามารับกัญชาอัดแท่งตามจุดนัดหมาย มีเจ้าพนักงานตำรวจไปถึงจุดนัดหมายก่อนเวลานัดโดยได้ทราบตำหนิรูปพรรณ การแต่งกายจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่จะมารับกัญชาอัดแท่งจนเป็นเหตุให้จับกุมจำเลยที่ 4 ได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลจะลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนที่ว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบกัญชาอัดแท่งของกลางแล้วจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 และสอบถามเกี่ยวกับของกลาง ในระหว่างนั้น นายดำได้โทรศัพท์มาที่เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 บอกเปลี่ยนสถานที่ส่งกัญชาอัดแท่งไปที่คลอง 2 จังหวัดปทุมธานีแทน โดยให้ส่งแก่นายก๊อฟ เจ้าพนักงานตำรวจจึงควบคุมตัวพาตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 เดินทางไปคลอง 2 จังหวัดปทุมธานี เพื่อติดต่อส่งกัญชาอัดแท่งให้แก่นายก๊อฟตามที่นายดำสั่ง แล้วให้จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อนัดพบนายก๊อฟ เมื่อพยานพบนายก๊อฟกับพวกแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจจึงแสดงตัวทำการจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น เป็นแต่เพียงการสืบสวนขยายผลติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมายไปตามปกติของเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งต้องกระทำเช่นนั้นอยู่แล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคสอง และมาตรา 100/2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (วิจิตร วิสุชาติ-พินิจ สายสอาด-สุรศักดิ์ วิมลรัตน์) ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายธนทัต แท่งทอง ศาลอุทธรณ์ - นายเถกิงศักดิ์ คำสุระ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1994/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ331/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ303/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554963
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครราชสีมา",
        "judge": "นายธนทัต แท่งทอง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเถกิงศักดิ์ คำสุระ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979771"
    }
}
date
2556
deka_no
13989/2556
deka_running_no
13989
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "วิจิตร วิสุชาติ",
    "พินิจ สายสอาด",
    "สุรศักดิ์ วิมลรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 7",
            "ม. 8",
            "ม. 26",
            "ม. 76/1",
            "ม. 100/2"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 3",
            "ม. 4",
            "ม. 6",
            "ม. 7",
            "ม. 8"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายณัฐวุฒิหรือตุ้ม ใจเที่ยง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 6, 7, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 ริบของกลางทั้งหมด และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีนี้ที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 26 วรรคสอง, (ที่ถูก มาตรา 26 วรรคสอง), 76/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6, 7, 8 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 8 วรรคสอง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 15 ปี และปรับคนละ 900,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมาย มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 20 ปี และปรับ 1,200,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 600,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน และปรับ 450,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 การกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบกัญชา โทรศัพท์เคลื่อนที่และซิมการ์ดของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ภายหลังจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมตรวจยึดกัญชาอัดแท่งของกลางได้เจ้าพนักงานตำรวจทำการสอบสวนเบื้องต้นแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ความร่วมมืออย่างดีโดยลักษณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้ใช้ให้ติดต่อเพื่อล่อให้ผู้ค้ามารับกัญชาอัดแท่งตามจุดนัดหมาย มีเจ้าพนักงานตำรวจไปถึงจุดนัดหมายก่อนเวลานัดโดยได้ทราบตำหนิรูปพรรณ การแต่งกายจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่จะมารับกัญชาอัดแท่งจนเป็นเหตุให้จับกุมจำเลยที่ 4 ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลจะลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนที่ว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบกัญชาอัดแท่งของกลางแล้วจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 และสอบถามเกี่ยวกับของกลาง ในระหว่างนั้น นายดำได้โทรศัพท์มาที่เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 บอกเปลี่ยนสถานที่ส่งกัญชาอัดแท่งไปที่คลอง 2 จังหวัดปทุมธานีแทน โดยให้ส่งแก่นายก๊อฟ เจ้าพนักงานตำรวจจึงควบคุมตัวพาตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 เดินทางไปคลอง 2 จังหวัดปทุมธานี เพื่อติดต่อส่งกัญชาอัดแท่งให้แก่นายก๊อฟตามที่นายดำสั่ง แล้วให้จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อนัดพบนายก๊อฟ เมื่อพยานพบนายก๊อฟกับพวกแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจจึงแสดงตัวทำการจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น เป็นแต่เพียงการสืบสวนขยายผลติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมายไปตามปกติของเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งต้องกระทำเช่นนั้นอยู่แล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคสอง และมาตรา 100/2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ331/2554
primary_red_case_no
อ303/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000356.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1994/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556