คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12032/2556 ฉบับเต็ม

#554970
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12032/2556 พนักงานอัยการจังหวัดน่าน โจทก์ นายนรพลหรือโบ๊ต จวรรณตุม จำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, มาตรา 66 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยฝากเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ไว้ที่ ช. โดยบอกว่าหากมีคนมาขอซื้อก็ให้แจ้งจำเลย แล้วจำเลยจะให้คนมารับ ไม่ใช่เป็นการ "ให้" ตามบทนิยามคำว่า "จำหน่าย" ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงไม่เป็นการจำหน่าย แต่จำเลยคงเป็นตัวการผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้เพื่อจำหน่าย จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าจำเลยจะต้องมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก่อนที่จะนำไปจำหน่าย ดังนั้น จึงลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พันตำรวจโทเผ่าและสิบตำรวจเอกวัชระเป็นประจักษ์พยานซึ่งได้ยินได้ฟังเรื่องราวมาจากนายโชคโดยตรง กับไม่มีเหตุผลใดที่พยานทั้งสองต้องปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลย เชื่อว่านายโชคได้ให้ถ้อยคำเช่นนั้นต่อพยานทั้งสองจริง หลังจากนั้นในวันรุ่งขึ้นนายโชคยังคงให้การปากคำต่อร้อยตำรวจเอกกิตติคุณ พนักงานสอบสวนในทำนองเดียวกันว่า พยานไปรับเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด จากจำเลยที่ลานจอดรถยนต์สวนสาธารณะ 200 ปี โดยจำเลยพูดกับพยานว่า "พี่ฝากของไว้กับน้อง ถ้ามีคนมาขอซื้อ บอกให้มาซื้อกับพี่ แล้วพี่จะให้เขามารับของที่น้อง ถ้าน้องจะเสพเอาไปเสพได้ 1 เม็ด" แล้วในวันต่อมาพยานเสพไป 1 เม็ด ก่อนถูกจับกุม ตามบันทึกคำให้การ แม้คำให้การของนายโชคมีลักษณะเป็นพยานบอกเล่าและพยานซัดทอด แต่เมื่อเป็นการให้ถ้อยคำหลังถูกจับกุมในทันทีและมิได้มุ่งซัดทอดเพื่อหวังให้ตนเองได้รับประโยชน์หรือพ้นผิด หากเป็นเพียงการบอกเล่าถึงที่มาของเมทแอมเฟตามีนที่ตนเองมีไว้ในครอบครองอย่างผิดกฎหมายเท่านั้น เช่นนี้ ตามสภาพ ลักษณะและแหล่งที่มาแห่งคำบอกเล่าตามคำให้การของนายโชค จึงมีเหตุผลที่น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงและรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และ 227/1 วรรคหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น ในชั้นพิจารณานายโชคยังเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานได้รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย เรื่องราวที่อ้างว่าพยานไปรับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่สวนสาธารณะ 200 ปี และที่จำเลยพูดว่า หากมีคนมาซื้อก็ให้แจ้งจำเลยก็สอดคล้องกับที่นายโชคให้การไว้ในชั้นสอบสวน แม้นายโชคจะเบิกความว่า พยานได้รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2550 และเมทแอมเฟตามีนมีเพียง 9 เม็ด ผิดแผกแตกต่างไปจากที่พยานเคยให้การไว้ในชั้นจับกุมและสอบสวน กับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ได้ไปรับเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด มาจากจำเลย อันเป็นการกลับไปกลับมาไม่อยู่กับร่องกับรอย มีเหตุผลเชื่อว่าเพื่อช่วยเหลือจำเลยมากกว่าที่จะเป็นการเบิกความไปตามที่เป็นจริง ที่นายโชคอ้างว่า พยานถูกบังคับขู่เข็ญให้ถ้อยคำในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ล้วนไม่มีเหตุผลใดสนับสนุนให้เจ้าพนักงานตำรวจทั้งผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนจะต้องกระทำโดยมิชอบเช่นนั้น จึงเป็นเหตุผลที่จะรับฟังหักล้างสาระสำคัญที่นายโชคเบิกความตอบโจทก์ในตอนต้นที่ว่า พยานรับเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด มาจากจำเลยได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยมอบเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ให้แก่นายโชค พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยเพียงเล่นสนุกเกอร์กับนายโชคโดยมิได้มอบเมทแอมเฟตามีนให้นายโชคนั้น ไม่สามารถรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยฝากเมทแอมเฟตามีนไว้ที่นายโชคโดยบอกว่าหากมีคนมาขอซื้อก็ให้แจ้งจำเลย แล้วจำเลยจะให้คนมารับ ไม่ใช่เป็นการ "ให้" ตามบทนิยามคำว่า "จำหน่าย" ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงไม่เป็นการจำหน่าย แต่จำเลยคงเป็นตัวการผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้เพื่อจำหน่ายจำเลยจึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าจำเลยจะต้องมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก่อนที่จะนำไปจำหน่าย ดังนั้น ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี คำขออื่นให้ยก (วิรุฬห์ แสงเทียน-ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี-วรงค์พร จิระภาค) ศาลจังหวัดน่าน - นายปรีชา พวงสมบัติ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายสุรพล เอี่ยมอธิคม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2940/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1145/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1598/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554970
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดน่าน",
        "judge": "นายปรีชา พวงสมบัติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายสุรพล เอี่ยมอธิคม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081980316"
    }
}
date
2556
deka_no
12032/2556
deka_running_no
12032
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี",
    "วรงค์พร จิระภาค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 66 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดน่าน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนรพลหรือโบ๊ต จวรรณตุม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พันตำรวจโทเผ่าและสิบตำรวจเอกวัชระเป็นประจักษ์พยานซึ่งได้ยินได้ฟังเรื่องราวมาจากนายโชคโดยตรง กับไม่มีเหตุผลใดที่พยานทั้งสองต้องปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลย เชื่อว่านายโชคได้ให้ถ้อยคำเช่นนั้นต่อพยานทั้งสองจริง หลังจากนั้นในวันรุ่งขึ้นนายโชคยังคงให้การปากคำต่อร้อยตำรวจเอกกิตติคุณ พนักงานสอบสวนในทำนองเดียวกันว่า พยานไปรับเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด จากจำเลยที่ลานจอดรถยนต์สวนสาธารณะ 200 ปี โดยจำเลยพูดกับพยานว่า "พี่ฝากของไว้กับน้อง ถ้ามีคนมาขอซื้อ บอกให้มาซื้อกับพี่ แล้วพี่จะให้เขามารับของที่น้อง ถ้าน้องจะเสพเอาไปเสพได้ 1 เม็ด" แล้วในวันต่อมาพยานเสพไป 1 เม็ด ก่อนถูกจับกุม ตามบันทึกคำให้การ แม้คำให้การของนายโชคมีลักษณะเป็นพยานบอกเล่าและพยานซัดทอด แต่เมื่อเป็นการให้ถ้อยคำหลังถูกจับกุมในทันทีและมิได้มุ่งซัดทอดเพื่อหวังให้ตนเองได้รับประโยชน์หรือพ้นผิด หากเป็นเพียงการบอกเล่าถึงที่มาของเมทแอมเฟตามีนที่ตนเองมีไว้ในครอบครองอย่างผิดกฎหมายเท่านั้น เช่นนี้ ตามสภาพ ลักษณะและแหล่งที่มาแห่งคำบอกเล่าตามคำให้การของนายโชค จึงมีเหตุผลที่น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงและรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และ 227/1 วรรคหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น ในชั้นพิจารณานายโชคยังเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานได้รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย เรื่องราวที่อ้างว่าพยานไปรับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่สวนสาธารณะ 200 ปี และที่จำเลยพูดว่า หากมีคนมาซื้อก็ให้แจ้งจำเลยก็สอดคล้องกับที่นายโชคให้การไว้ในชั้นสอบสวน แม้นายโชคจะเบิกความว่า พยานได้รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2550 และเมทแอมเฟตามีนมีเพียง 9 เม็ด ผิดแผกแตกต่างไปจากที่พยานเคยให้การไว้ในชั้นจับกุมและสอบสวน กับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ได้ไปรับเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด มาจากจำเลย อันเป็นการกลับไปกลับมาไม่อยู่กับร่องกับรอย มีเหตุผลเชื่อว่าเพื่อช่วยเหลือจำเลยมากกว่าที่จะเป็นการเบิกความไปตามที่เป็นจริง ที่นายโชคอ้างว่า พยานถูกบังคับขู่เข็ญให้ถ้อยคำในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ล้วนไม่มีเหตุผลใดสนับสนุนให้เจ้าพนักงานตำรวจทั้งผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนจะต้องกระทำโดยมิชอบเช่นนั้น จึงเป็นเหตุผลที่จะรับฟังหักล้างสาระสำคัญที่นายโชคเบิกความตอบโจทก์ในตอนต้นที่ว่า พยานรับเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด มาจากจำเลยได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยมอบเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ให้แก่นายโชค พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยเพียงเล่นสนุกเกอร์กับนายโชคโดยมิได้มอบเมทแอมเฟตามีนให้นายโชคนั้น ไม่สามารถรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยฝากเมทแอมเฟตามีนไว้ที่นายโชคโดยบอกว่าหากมีคนมาขอซื้อก็ให้แจ้งจำเลย แล้วจำเลยจะให้คนมารับ ไม่ใช่เป็นการ "ให้" ตามบทนิยามคำว่า "จำหน่าย" ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงไม่เป็นการจำหน่าย แต่จำเลยคงเป็นตัวการผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้เพื่อจำหน่ายจำเลยจึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าจำเลยจะต้องมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก่อนที่จะนำไปจำหน่าย ดังนั้น ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี คำขออื่นให้ยก
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1145/2550
primary_red_case_no
อ1598/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000361.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2940/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556