คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8401/2555 ฉบับเต็ม

#554979
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8401/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง นางผกาหรือแอ๋วหรือแอ๊ว พันธ์ศรี ผู้คัดค้าน พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, มาตรา 32 บทบัญญัติมาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด ให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในความผิดอันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์รายนี้ การยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ผู้ร้องอ้างว่าเกี่ยวเนื่องมาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้านย่อมสิ้นสุดลง ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า ทรัพย์สินดังกล่าวของผู้คัดค้านนั้นเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินผู้คัดค้านตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 19, 20, 21, 23, 27, 29, 31 ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ทรัพย์สินทุกรายการที่ถูกยึดเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านได้มาจากการประกอบอาชีพสุจริต และมิได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สิน 48 รายการ ตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 118/2550 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29 และ 31 ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 เจ้าพนักงานตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ และตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่จับกุมนางวิลาวรรณ และนางสุพัฒน์ ในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนจำนวน 32 ถุง และเมทแอมเฟตามีนจำนวน 7,400 เม็ด เหตุเกิดที่อำเภอหางดงและอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว มีหลักฐานเบื้องต้นว่า ผู้คัดค้านสมคบกับนางวิลาวรรณกับพวก วันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 เจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านไว้ตรวจสอบรวม 71 รายการ ตามบันทึกการตรวจค้นและตรวจยึดทรัพย์สินและบัญชีการยึดทรัพย์สิน ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2548 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านตามหมายจับของศาลชั้นต้นและภายหลังจับกุมผู้คัดค้านเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านไว้ชั่วคราวรวม 48 รายการ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินทั้ง 48 รายการของผู้คัดค้านให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 นอกจากนี้ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามคดีหมายเลขแดงที่ อย.886/2549 ของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ถูกยึดไว้ 48 รายการเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาที่ผู้คัดค้านถูกฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานสมคบกับพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง กรณีต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใดให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในความผิดอันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์รายนี้ การยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ผู้ร้องอ้างว่าเกี่ยวเนื่องมาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้านย่อมสิ้นสุดลง ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า ทรัพย์สินดังกล่าวของผู้คัดค้านนั้นเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ริบทรัพย์สิน 48 รายการ ของผู้คัดค้านนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และให้คืนทรัพย์สินของผู้คัดค้านตามคำร้อง 48 รายการ แก่ผู้คัดค้าน (อาวุธ ปั้นปรีชา-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-วิรุฬห์ แสงเทียน) ศาลอาญา - นายวิชาญ ศรีสิงห์ ศาลอุทธรณ์ - นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3828/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อม41/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อม28/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554979
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายวิชาญ ศรีสิงห์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081985998"
    }
}
date
2555
deka_no
8401/2555
deka_running_no
8401
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "อาวุธ ปั้นปรีชา",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 29",
            "ม. 32"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นางผกาหรือแอ๋วหรือแอ๊ว พันธ์ศรี"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินผู้คัดค้านตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 19, 20, 21, 23, 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ทรัพย์สินทุกรายการที่ถูกยึดเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านได้มาจากการประกอบอาชีพสุจริต และมิได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สิน 48 รายการ ตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 118/2550 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29 และ 31

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 เจ้าพนักงานตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ และตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่จับกุมนางวิลาวรรณ และนางสุพัฒน์ ในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนจำนวน 32 ถุง และเมทแอมเฟตามีนจำนวน 7,400 เม็ด เหตุเกิดที่อำเภอหางดงและอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว มีหลักฐานเบื้องต้นว่า ผู้คัดค้านสมคบกับนางวิลาวรรณกับพวก วันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 เจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านไว้ตรวจสอบรวม 71 รายการ ตามบันทึกการตรวจค้นและตรวจยึดทรัพย์สินและบัญชีการยึดทรัพย์สิน ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2548 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านตามหมายจับของศาลชั้นต้นและภายหลังจับกุมผู้คัดค้านเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านไว้ชั่วคราวรวม 48 รายการ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินทั้ง 48 รายการของผู้คัดค้านให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 นอกจากนี้ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามคดีหมายเลขแดงที่ อย.886/2549 ของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ถูกยึดไว้ 48 รายการเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาที่ผู้คัดค้านถูกฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานสมคบกับพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง กรณีต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใดให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในความผิดอันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์รายนี้ การยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ผู้ร้องอ้างว่าเกี่ยวเนื่องมาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้านย่อมสิ้นสุดลง ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า ทรัพย์สินดังกล่าวของผู้คัดค้านนั้นเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ริบทรัพย์สิน 48 รายการ ของผู้คัดค้านนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และให้คืนทรัพย์สินของผู้คัดค้านตามคำร้อง 48 รายการ แก่ผู้คัดค้าน
opensearch_id
primary_black_case_no
อม41/2550
primary_red_case_no
อม28/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000411.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3828/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555