คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2555 ฉบับเต็ม

#554983
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2555 นายรุจน์วงศา โรจน์วัฒนกุล โจทก์ ร้อยตำรวจเอกสมัคร ปัญญาวงศ์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 221 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 11 ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาดังเช่นผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ แม้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจะตรวจสำนวนหลังมีคำพิพากษา หรือระหว่างการพิจารณาคดี หรือสั่งคำร้องขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษา แต่ก็เป็นการสั่งคำร้องที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ ตรวจสำนวนเพื่อระมัดระวังการใช้ระเบียบวิธีต่าง ๆ อันเป็นอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 11 (2) ถึง (4) เมื่อคดีนี้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมิได้พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้น จึงไม่อาจอนุญาตให้โจทก์ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90, 91, 157, 200 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ยื่นฎีกาพร้อมคำร้องว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีนี้ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เป็นคดีอาญาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โจทก์จึงขอให้ผู้พิพากษาคนใหม่มาทำหน้าที่แทนและขอให้ลงลายมือชื่อรับรองฎีกาโจทก์ หากผู้พิพากษาคนใหม่เห็นว่าคดีนี้ต้องให้ผู้พิพากษาคนก่อนที่เคยตัดสินคดีรับรองขอให้ส่งคำร้องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นพิจารณา อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้พิพากษาผู้มีสิทธิอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงคือ ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์เมื่อตามคำร้องโจทก์ไม่ประสงค์ขอให้ผู้พิพากษาดังกล่าวรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงให้ยกคำร้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 บัญญัติว่า "ในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้โดยมาตรา 218, 219 และ 220 แห่งประมวลกฎหมายนี้ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป" บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ดังเช่นผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ แม้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจะตรวจสำนวนหลังมีคำพิพากษาหรือระหว่างการพิจารณาคดีหรือสั่งคำร้องขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ก็เป็นการสั่งคำร้องที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ ตรวจสำนวนเพื่อระมัดระวังการใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้องเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยเร็ว และให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นในข้อขัดข้องเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา อันเป็นอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ใน พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 11 (2) ถึง (4) เพื่อให้งานราชการศาลเป็นไปโดยเรียบร้อยเท่านั้น เมื่อคดีนี้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมิได้พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้น จึงไม่อาจอนุญาตให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด-สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร-สมสันต์ ศุภศาสตรสิน) ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายบวรศักดิ์ ทวิพัฒน์ ศาลอุทธรณ์ - นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4560/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1435/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ5073/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554983
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญากรุงเทพใต้",
        "judge": "นายบวรศักดิ์ ทวิพัฒน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988041"
    }
}
date
2555
deka_no
566/2555
deka_running_no
566
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด",
    "สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร",
    "สมสันต์ ศุภศาสตรสิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 221"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "law_abbr": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "sections": [
            "ม. 11"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายรุจน์วงศา โรจน์วัฒนกุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ร้อยตำรวจเอกสมัคร ปัญญาวงศ์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90, 91, 157, 200 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ยื่นฎีกาพร้อมคำร้องว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีนี้ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เป็นคดีอาญาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โจทก์จึงขอให้ผู้พิพากษาคนใหม่มาทำหน้าที่แทนและขอให้ลงลายมือชื่อรับรองฎีกาโจทก์ หากผู้พิพากษาคนใหม่เห็นว่าคดีนี้ต้องให้ผู้พิพากษาคนก่อนที่เคยตัดสินคดีรับรองขอให้ส่งคำร้องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นพิจารณา

อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้พิพากษาผู้มีสิทธิอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงคือ ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์เมื่อตามคำร้องโจทก์ไม่ประสงค์ขอให้ผู้พิพากษาดังกล่าวรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงให้ยกคำร้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 จึงไม่รับฎีกาของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 บัญญัติว่า "ในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้โดยมาตรา 218, 219 และ 220 แห่งประมวลกฎหมายนี้ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป" บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ดังเช่นผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ แม้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจะตรวจสำนวนหลังมีคำพิพากษาหรือระหว่างการพิจารณาคดีหรือสั่งคำร้องขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ก็เป็นการสั่งคำร้องที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ ตรวจสำนวนเพื่อระมัดระวังการใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้องเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยเร็ว และให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นในข้อขัดข้องเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา อันเป็นอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ใน พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 11 (2) ถึง (4) เพื่อให้งานราชการศาลเป็นไปโดยเรียบร้อยเท่านั้น เมื่อคดีนี้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมิได้พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้น จึงไม่อาจอนุญาตให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1435/2548
primary_red_case_no
อ5073/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000429.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4560/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555