คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13134/2556 ฉบับเต็ม

#554986
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13134/2556 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นายพิณี ฟักถาวร จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่, มาตรา 192 วรรคหก โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยปลอมเอกสารบัญชีนำจ่ายไปรษณีย์ท่าตะโกที่จำเลยมีหน้าที่ทำ กรอกหรือดูแลเอกสารนั้น โดยลงลายมือชื่อปลอมของ อ. ผู้เสียหายที่ 2 และ จ. ผู้เสียหายที่ 3 ในบัญชีนำจ่ายไปรษณีย์ท่าตะโก ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 161 ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานปลอมเอกสารไว้ครบถ้วนและประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวด้วย ศาลจึงลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่และวรรคหก ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 157, 161, 163 (3) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 4, 70 ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 161, 163 (3) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 4, 70 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดต่อเจ้าพนักงาน (ที่ถูก ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ) นั้น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 กระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ จัดการทรัพย์ได้เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองโดยทุจริต จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 70 วรรคแรก และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยแต่ละกรรมเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ฐานเป็นพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยเป็นพนักงานบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 มีหน้าที่จ่ายไปรษณียภัณฑ์ พัสดุไปรษณีย์ ไปรษณีย์ด่วนพิเศษ โทรเลขและธนาณัติให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการในท้องที่ตำบลท่าตะโก อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับมอบจดหมายลงทะเบียนจากผู้เสียหายที่ 1 แล้วไม่ยอมนำจ่ายให้แก่นายอนนท์ ผู้เสียหายที่ 2 และนางจำรูญ ผู้เสียหายที่ 3 ทั้งยังลงลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ปลอมเอกสารบัญชีนำจ่ายไปรษณีย์ท่าตะโกว่าได้นำจ่ายจดหมายลงทะเบียนให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 แล้ว โดยอาศัยโอกาสที่จำเลยมีหน้าที่นั้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสาม และโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 157, 161, 163 (3) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 4, 70 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยปลอมเอกสารบัญชีนำจ่ายไปรษณีย์ท่าตะโกที่จำเลยมีหน้าที่ทำกรอกหรือดูแลเอกสารนั้น โดยลงลายมือชื่อปลอมของนายอนนท์ ผู้เสียหายที่ 2 และนางจำรูญ ผู้เสียหายที่ 3 ในบัญชีนำจ่ายไปรษณีย์ท่าตะโกขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานปลอมเอกสารไว้ครบถ้วน และประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวด้วยและโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงประกอบคำรับสารภาพซึ่งฟังได้ว่าจำเลยได้ปลอมลายมือชื่อของนายอนนท์ ผู้เสียหายที่ 2 และนางจำรูญ ผู้เสียหายที่ 3 ดังนั้น จึงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่และวรรคหก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยอีกกระทงละ 4,000 บาท รวม 3 กระทง ปรับ 12,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ให้จำเลยฟัง คุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง มีกำหนดเวลา 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 (นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระพงศ์ จิระภาค-นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี) ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายภราดร อาสาสรรพกิจ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4935/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2821/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ410/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
554986
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครสวรรค์",
        "judge": "นายภราดร อาสาสรรพกิจ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081980092"
    }
}
date
2556
deka_no
13134/2556
deka_running_no
13134
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคสี่",
            "ม. 192 วรรคหก"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพิณี ฟักถาวร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 157, 161, 163 (3) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 4, 70 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 161, 163 (3) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 4, 70 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดต่อเจ้าพนักงาน (ที่ถูก ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ) นั้น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 กระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ จัดการทรัพย์ได้เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองโดยทุจริต จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 70 วรรคแรก และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยแต่ละกรรมเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ฐานเป็นพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยเป็นพนักงานบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 มีหน้าที่จ่ายไปรษณียภัณฑ์ พัสดุไปรษณีย์ ไปรษณีย์ด่วนพิเศษ โทรเลขและธนาณัติให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการในท้องที่ตำบลท่าตะโก อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับมอบจดหมายลงทะเบียนจากผู้เสียหายที่ 1 แล้วไม่ยอมนำจ่ายให้แก่นายอนนท์ ผู้เสียหายที่ 2 และนางจำรูญ ผู้เสียหายที่ 3 ทั้งยังลงลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ปลอมเอกสารบัญชีนำจ่ายไปรษณีย์ท่าตะโกว่าได้นำจ่ายจดหมายลงทะเบียนให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 แล้ว โดยอาศัยโอกาสที่จำเลยมีหน้าที่นั้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสาม และโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 157, 161, 163 (3) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 4, 70

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยปลอมเอกสารบัญชีนำจ่ายไปรษณีย์ท่าตะโกที่จำเลยมีหน้าที่ทำกรอกหรือดูแลเอกสารนั้น โดยลงลายมือชื่อปลอมของนายอนนท์ ผู้เสียหายที่ 2 และนางจำรูญ ผู้เสียหายที่ 3 ในบัญชีนำจ่ายไปรษณีย์ท่าตะโกขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานปลอมเอกสารไว้ครบถ้วน และประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวด้วยและโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงประกอบคำรับสารภาพซึ่งฟังได้ว่าจำเลยได้ปลอมลายมือชื่อของนายอนนท์ ผู้เสียหายที่ 2 และนางจำรูญ ผู้เสียหายที่ 3 ดังนั้น จึงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่และวรรคหก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยอีกกระทงละ 4,000 บาท รวม 3 กระทง ปรับ 12,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ให้จำเลยฟัง คุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง มีกำหนดเวลา 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2821/2552
primary_red_case_no
อ410/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000359.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4935/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556