คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12888 -ที่ 12893/2553 ฉบับเต็ม

#555007
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12888 - 12893/2553 บริษัทสตาร์ ซานิทารีแวร์ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายศยาม ทัพพพันธุ์ กับพวก จำเลย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5, มาตรา 13 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ลูกจ้างเพียงแต่ลงลายมือชื่อเพื่อรับทราบประกาศของโจทก์นายจ้างซึ่งห้ามมิให้พนักงานทั่วไปลาออกจากงานแล้วไปประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์ หรือเข้าทำงานกับบุคคลใดอันมีสภาพการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์ภายในระยะเวลา 2 เดือน โดยไม่มีข้อความส่วนใดในประกาศฉบับดังกล่าวที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ยินยอมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว การลงลายมือชื่อลักษณะนี้ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาให้ความยินยอมของลูกจ้าง เมื่อนายจ้างออกประกาศแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง จึงไม่มีผลให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ต้องปฏิบัติตาม ___________________________ คดีทั้งหกสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานภาค 1 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 262/2550 ของศาลแรงงานกลางภาค 1 โดยให้เรียกโจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยเรียงตามลำดับสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ คดีคงขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะหกสำนวนนี้ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ชำระเงินจำนวน 88,942 บาท 92,988 บาท 68,432 บาท 60,788 บาท 68,446 บาท และ 84,672 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ทำงานให้กับบริษัทสุขภัณฑ์ไฮโดร (ประเทศไทย) จำกัด และห้ามจำเลยที่ 5 ทำงานให้กับบริษัทโคห์เลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ประกอบธุรกิจผลิตเครื่องสุขภัณฑ์ กรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นลูกจ้างของโจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานสร้างแม่พิมพ์ พนักงานฝ่ายผลิต และพนักงานหล่อแบบ โจทก์ประกาศเรื่องสัญญาจ้างแรงงานและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ห้ามมิให้พนักงานทั่วไปลาออกจากงานแล้วไปประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัทโจทก์หรือเข้าทำงานกับบุคคลหรือนิติบุคคลใดอันมีสภาพการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์ภายในระยะเวลา 2 เดือน หากฝ่าฝืนต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยระยะเวลาที่ผิดสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ลาออกจากบริษัทโจทก์แล้วสมัครเข้าทำงานกับบริษัทสุขภัณฑ์ไฮโดร (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทโคห์เลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ประกาศ เรื่อง สัญญาจ้างแรงงานข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ให้ต้องปฏิบัติหรือไม่ เห็นว่า ประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวของนายจ้าง ซึ่งจะส่งผลผูกพันให้ลูกจ้างคนใดคนหนึ่งหรือทั้งหมดต้องยึดถือปฏิบัติในลักษณะเดียวกับสัญญาจ้างแรงงานก็ต่อเมื่อ ฝ่ายลูกจ้างกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการแสดงเจตนายอมรับเงื่อนไขในประกาศดังกล่าวด้วยความสมัครใจ การที่ลูกจ้างเพียงแต่ลงลายมือชื่อเพื่อรับทราบประกาศ โดยไม่มีข้อความส่วนใดในประกาศฉบับดังกล่าวที่แสดงให้เห็นว่า ลูกจ้างยินยอมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ จึงถือไม่ได้ว่าการลงลายมือชื่อของลูกจ้างในลักษณะนี้เป็นการแสดงเจตนาให้ความยินยอม เมื่อนายจ้างออกประกาศแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง กรณีจึงไม่มีผลให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ลูกจ้าง ต้องปฏิบัติตาม ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 จะลาออกจากบริษัทโจทก์แล้วไปสมัครเข้าทำงานกับบริษัทสุขภัณฑ์ไฮโดร (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทโคห์เลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ที่ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษายืน (ทวีป ตันสวัสดิ์-ดิเรก อิงคนินันท์-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล) ศาลแรงงานภาค 1 - นายองอาจ แน่นหนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.196-201/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
555007
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานภาค 1",
        "judge": "นายองอาจ แน่นหนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992720"
    }
}
date
2553
deka_no
12893/2553
deka_running_no
12893
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ทวีป ตันสวัสดิ์",
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 13"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทสตาร์ ซานิทารีแวร์ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายศยาม ทัพพพันธุ์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งหกสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานภาค 1 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 262/2550 ของศาลแรงงานกลางภาค 1 โดยให้เรียกโจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยเรียงตามลำดับสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ คดีคงขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะหกสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ชำระเงินจำนวน 88,942 บาท 92,988 บาท 68,432 บาท 60,788 บาท 68,446 บาท และ 84,672 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ทำงานให้กับบริษัทสุขภัณฑ์ไฮโดร (ประเทศไทย) จำกัด และห้ามจำเลยที่ 5 ทำงานให้กับบริษัทโคห์เลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ประกอบธุรกิจผลิตเครื่องสุขภัณฑ์ กรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นลูกจ้างของโจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานสร้างแม่พิมพ์ พนักงานฝ่ายผลิต และพนักงานหล่อแบบ โจทก์ประกาศเรื่องสัญญาจ้างแรงงานและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ห้ามมิให้พนักงานทั่วไปลาออกจากงานแล้วไปประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัทโจทก์หรือเข้าทำงานกับบุคคลหรือนิติบุคคลใดอันมีสภาพการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์ภายในระยะเวลา 2 เดือน หากฝ่าฝืนต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยระยะเวลาที่ผิดสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ลาออกจากบริษัทโจทก์แล้วสมัครเข้าทำงานกับบริษัทสุขภัณฑ์ไฮโดร (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทโคห์เลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ประกาศ เรื่อง สัญญาจ้างแรงงานข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ให้ต้องปฏิบัติหรือไม่ เห็นว่า ประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวของนายจ้าง ซึ่งจะส่งผลผูกพันให้ลูกจ้างคนใดคนหนึ่งหรือทั้งหมดต้องยึดถือปฏิบัติในลักษณะเดียวกับสัญญาจ้างแรงงานก็ต่อเมื่อ ฝ่ายลูกจ้างกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการแสดงเจตนายอมรับเงื่อนไขในประกาศดังกล่าวด้วยความสมัครใจ การที่ลูกจ้างเพียงแต่ลงลายมือชื่อเพื่อรับทราบประกาศ โดยไม่มีข้อความส่วนใดในประกาศฉบับดังกล่าวที่แสดงให้เห็นว่า ลูกจ้างยินยอมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ จึงถือไม่ได้ว่าการลงลายมือชื่อของลูกจ้างในลักษณะนี้เป็นการแสดงเจตนาให้ความยินยอม เมื่อนายจ้างออกประกาศแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง กรณีจึงไม่มีผลให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ลูกจ้าง ต้องปฏิบัติตาม ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 จะลาออกจากบริษัทโจทก์แล้วไปสมัครเข้าทำงานกับบริษัทสุขภัณฑ์ไฮโดร (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทโคห์เลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ที่ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000470.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.196-201/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12888 -
year
2553