คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10108/2553 ฉบับเต็ม

#555699
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10108/2553 พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม โจทก์ นายเถลิงศักดิ์ เลาหวิโรจน์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) การบรรยายฟ้องให้บรรยายถึงสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เพื่อจำเลยจะต่อสู้คดีได้ถูกต้องเท่านั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยรับของโจรโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง และซิมการ์ด 2 แผ่น รวมราคา 15,500 บาท ของผู้เสียหายที่ถูก ศ. ลักไป แม้โจทก์ไม่ระบุหมายเลขของทรัพย์ดังกล่าว แต่เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์มีหน้าที่นำสืบว่าทรัพย์นั้นมีหมายเลขอะไรเพื่อแสดงว่าทรัพย์นั้นเป็นของผู้เสียหายและได้สูญหายไปอยู่ที่จำเลยโดยจำเลยรับซื้อไว้ ซึ่งจำเลยก็สามารถซักค้านและนำสืบหักล้างได้อย่างเต็มที่ ไม่ถือว่าทำให้จำเลยต้องเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า หลังจากจำเลยรับของโจรทรัพย์ดังกล่าวแล้ว จำเลยนำไปจำหน่ายให้แก่ผู้มีชื่อ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์จากผู้มีชื่อเป็นของกลาง ก็เป็นการบรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยรับของโจรเพื่อค้ากำไร ซึ่งทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว โดยไม่จำต้องระบุชื่อผู้รับของกลางไว้จากจำเลยอีก ดังนี้ ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) การบรรยายฟ้องนั้นให้บรรยายถึงสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เพื่อจำเลยจะต่อสู้คดีได้ถูกต้องเท่านั้น ไม่จำต้องบรรยายให้ละเอียดเพื่อให้จำเลยรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด ดังนั้น ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยรับของโจรโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง และซิมการ์ด 2 แผ่น รวมราคา 15,500 บาท ของผู้เสียหายที่ถูกนางสาวศรีนครลักไป โดยจำเลยรับซื้อไว้จากนางสาวศรีนครโดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด แม้ไม่ระบุหมายเลขของทรัพย์ดังกล่าวก็ทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาและรูปคดีของโจทก์ได้ดี เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์มีหน้าที่นำสืบว่าทรัพย์นั้นมีหมายเลขอะไรเพื่อแสดงว่าทรัพย์นั้นเป็นของผู้เสียหายและได้สูญหายไปอยู่ที่จำเลยโดยจำเลยรับซื้อไว้ ซึ่งจำเลยก็สามารถซักค้านและนำสืบหักล้างได้อย่างเต็มที่ การที่จำเลยไม่รู้หมายเลขทรัพย์ของกลาง ไม่ถือว่าทำให้จำเลยต้องเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ส่วนที่โจทก์ได้บรรยายว่า หลังจากจำเลยรับของโจรโทรศัพท์เคลื่อนที่และซิมการ์ดแล้ว จำเลยได้นำไปจำหน่าย ขายให้แก่ผู้มีชื่อ ต่อมาเจ้าพนักงานยึดได้ทรัพย์ดังกล่าวจากผู้มีชื่อเป็นของกลาง ก็เป็นการบรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยรับของโจรเพื่อการค้ากำไร ซึ่งทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเช่นกัน โดยไม่จำต้องระบุชื่อของผู้มีชื่อผู้ที่รับของกลางไว้จากจำเลย ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์บรรยายฟ้องขัดแย้งกันเอง กล่าวคือ ตอนต้นบรรยายฟ้องว่า จำเลยรับของโจรโทรศัพท์เคลื่อนที่และซิมการ์ด จำนวน 2 แผ่น จำนวน 2 เครื่อง แต่ตอนหลังบรรยายว่า เจ้าพนักงานยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง พร้อมซิมการ์ด 2 แผ่น เป็นของกลางนั้นไม่ขัดแย้งกัน เพราะข้อความตอนต้นอ่านแล้วมีความหมายตรงกับข้อความตอนหลัง ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 (วิวรรต นิ่มละมัย-ณรงค์พล ทองจีน-วิกร อังคณาวิศัลย์) ศาลจังหวัดนครพนม - นายพรพิชิต จันปุ่ม ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวาส ลักษณ์เลิศกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
555699
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครพนม",
        "judge": "นายพรพิชิต จันปุ่ม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวาส ลักษณ์เลิศกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993809"
    }
}
date
2553
deka_no
10108/2553
deka_running_no
10108
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "วิวรรต นิ่มละมัย",
    "ณรงค์พล ทองจีน",
    "วิกร อังคณาวิศัลย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเถลิงศักดิ์ เลาหวิโรจน์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) การบรรยายฟ้องนั้นให้บรรยายถึงสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เพื่อจำเลยจะต่อสู้คดีได้ถูกต้องเท่านั้น ไม่จำต้องบรรยายให้ละเอียดเพื่อให้จำเลยรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด ดังนั้น ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยรับของโจรโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง และซิมการ์ด 2 แผ่น รวมราคา 15,500 บาท ของผู้เสียหายที่ถูกนางสาวศรีนครลักไป โดยจำเลยรับซื้อไว้จากนางสาวศรีนครโดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด แม้ไม่ระบุหมายเลขของทรัพย์ดังกล่าวก็ทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาและรูปคดีของโจทก์ได้ดี เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์มีหน้าที่นำสืบว่าทรัพย์นั้นมีหมายเลขอะไรเพื่อแสดงว่าทรัพย์นั้นเป็นของผู้เสียหายและได้สูญหายไปอยู่ที่จำเลยโดยจำเลยรับซื้อไว้ ซึ่งจำเลยก็สามารถซักค้านและนำสืบหักล้างได้อย่างเต็มที่ การที่จำเลยไม่รู้หมายเลขทรัพย์ของกลาง ไม่ถือว่าทำให้จำเลยต้องเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ส่วนที่โจทก์ได้บรรยายว่า หลังจากจำเลยรับของโจรโทรศัพท์เคลื่อนที่และซิมการ์ดแล้ว จำเลยได้นำไปจำหน่าย ขายให้แก่ผู้มีชื่อ ต่อมาเจ้าพนักงานยึดได้ทรัพย์ดังกล่าวจากผู้มีชื่อเป็นของกลาง ก็เป็นการบรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยรับของโจรเพื่อการค้ากำไร ซึ่งทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเช่นกัน โดยไม่จำต้องระบุชื่อของผู้มีชื่อผู้ที่รับของกลางไว้จากจำเลย ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์บรรยายฟ้องขัดแย้งกันเอง กล่าวคือ ตอนต้นบรรยายฟ้องว่า จำเลยรับของโจรโทรศัพท์เคลื่อนที่และซิมการ์ด จำนวน 2 แผ่น จำนวน 2 เครื่อง แต่ตอนหลังบรรยายว่า เจ้าพนักงานยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง พร้อมซิมการ์ด 2 แผ่น เป็นของกลางนั้นไม่ขัดแย้งกัน เพราะข้อความตอนต้นอ่านแล้วมีความหมายตรงกับข้อความตอนหลัง ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000480.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553