คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2818/2557 ฉบับเต็ม

#559086
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2818/2557 นายจอห์น คริสโตเฟอร์ มาราลโล โจทก์ นายณัฐพล แม่นศรแผลง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 สัญญาร่วมหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยข้อ 4 ระบุว่าคู่สัญญาตกลงแบ่งผลประโยชน์ในการดำเนินกิจการฝ่ายละครึ่งหนึ่งของผลกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วในวันสุดท้ายของแต่ละเดือน โดยจำเลยจะจ่ายเงินขั้นต่ำ 35,000 บาท ต่อเดือน ให้โจทก์ภายในวันที่ 15 ของแต่ละเดือนเพื่อเป็นประกันผลกำไรตามที่ได้ตกลงกันไว้เป็นระยะเวลา 28 เดือน และข้อ 6 ระบุว่าหากจำเลยผิดสัญญาข้อ 4 ในเดือนใดก็ตาม เงินที่ค้างจ่ายนั้นจะต้องยกยอดไปเดือนถัดไปบวกกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 หากจำเลยไม่จ่ายเงินประกันผลกำไรเป็นเวลาติดต่อกัน 3 เดือน ย่อมมีผลให้สัญญาร่วมหุ้นนี้สิ้นสุดลงทันที แสดงว่าเงินที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยในแต่ละเดือนมีลักษณะเป็นการแบ่งผลกำไรและประกันผลกำไร และเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสิ้นสุดลงของสัญญา มิได้มีลักษณะเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่ใช่นายจ้างและลูกจ้างกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างรวมจำนวน 1,086,781 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัด ศาลจึงให้พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ร่วมหุ้นกับจำเลยเปิดร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่รวม 3 ร้าน โดยโจทก์ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการร้าน แล้ววินิจฉัยว่าสัญญาร่วมหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยในการประกอบกิจการร้านอินเตอร์เน็ต มีลักษณะเป็นการร่วมลงทุนประกอบธุรกิจในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนเพื่อแบ่งปันผลกำไรที่ได้จากกิจการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 หาได้มีความสัมพันธ์ในลักษณะนายจ้างลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ไม่ ทั้งตามสัญญาดังกล่าวข้อ 3 ระบุว่า ในการบริหารงานของร้านอินเตอร์เน็ต โจทก์จำเลยต้องให้ความเห็นชอบร่วมกันในการดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับร้าน นั้น จำเลยหาได้มีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์อันมีอำนาจบังคับบัญชาให้โจทก์ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายไม่ ข้อ 4 ระบุว่า คู่สัญญาตกลงแบ่งผลประโยชน์ในการดำเนินกิจการฝ่ายละครึ่งหนึ่งจากผลกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วในวันสุดท้ายของแต่ละเดือน โดยจำเลยจะจ่ายเงินขั้นต่ำ 35,000 บาท ต่อเดือน ให้โจทก์ภายในวันที่ 15 ของแต่ละเดือนเพื่อเป็นประกันผลกำไรตามที่ได้ตกลงกันไว้เป็นระยะเวลา 28 เดือน การปันผลกำไรงวดแรกเริ่มวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550 นั้น เงินที่จำเลยต้องจ่ายให้โจทก์ตามสัญญาร่วมหุ้นมีลักษณะเป็นเงินส่วนแบ่งกำไรและประกันผลกำไรในการร่วมลงทุนระหว่างโจทก์จำเลย หาได้เป็นการจ่ายเงินค่าจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์ตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นการจ้างแรงงานโจทก์โดยมีจำเลยเป็นนายจ้างไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาร่วมหุ้นระหว่างโจทก์จำเลยรวมการจ้างแรงงาน โดยจำเลยตกลงให้โจทก์เป็นผู้จัดการมีอำนาจบริหารจัดการร้านอินเตอร์เน็ตสองแห่ง โดยตกลงให้เงินค่าจ้างแก่โจทก์เดือนละ 40,000 บาท และ 35,000 บาท ตามลำดับ เงินดังกล่าวรวมค่าจ้างในการทำงานอยู่ด้วยไม่ว่าร้านอินเตอร์เน็ตทั้งสองแห่งจะมีผลกำไรหรือไม่ก็ตาม จึงไม่ได้มีลักษณะเป็นเงินส่วนแบ่งผลกำไรและประกันผลกำไรในการร่วมลงทุนระหว่างโจทก์จำเลยแต่เพียงอย่างเดียว แต่รวมเงินค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ไว้ด้วย เห็นว่า หนังสือสัญญาร่วมหุ้น ข้อ 6 ระบุว่า...หากผู้ให้สัญญาผิดสัญญาข้อ 4 ในเดือนใดก็ตาม เงินที่ค้างจ่ายนั้นจะต้องยกยอดไปเดือนถัดไปบวกดอกเบี้ย 2 % หากผู้ให้สัญญาไม่จ่ายเงินประกันผลกำไรเป็นเวลาติดต่อกัน 3 เดือน ย่อมมีผลให้สัญญาร่วมหุ้นนี้สิ้นสุดลงทันทีและนำมาซึ่งการขายกิจการ... แสดงว่าเงินที่โจทก์อ้างว่าจะได้รับจากจำเลยในแต่ละเดือนสามารถค้างชำระติดต่อกันได้โดยฝ่ายจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้ และหากค้างจ่ายติดต่อกัน 3 เดือน มีผลให้สัญญาร่วมหุ้นสิ้นสุดลงทันที เงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการแบ่งกำไรและประกันผลกำไร และเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสิ้นสุดลงของสัญญา ไม่มีลักษณะเป็นเงินค่าจ้างตามกฎหมายแต่ประการใด หากโจทก์จำเลยต้องการให้เงินดังกล่าวรวมค่าจ้างในการทำงานอยู่ด้วยก็ควรระบุให้ชัดเจนในสัญญาเนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ได้เสียของทั้งสองฝ่าย การที่หนังสือสัญญาร่วมหุ้นระหว่างโจทก์จำเลยระบุผลประโยชน์ไว้เพียงตามที่ปรากฏในข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้น ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์จำเลยเป็นนายจ้างและลูกจ้างกัน อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าจ้างจากจำเลยได้ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ต่อศาลที่คดีอยู่ในเขตอำนาจและภายในกำหนดอายุความ (ทวีป ตันสวัสดิ์-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-วิรุฬห์ แสงเทียน) ศาลแรงงานกลาง - นายรัฐพล โลนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.1251/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ659/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3699/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
559086
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายรัฐพล โลนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081978400"
    }
}
date
2557
deka_no
2818/2557
deka_running_no
2818
deka_year
2557
department
แรงงาน
judges
[
    "ทวีป ตันสวัสดิ์",
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 575"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 5"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายจอห์น คริสโตเฟอร์ มาราลโล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายณัฐพล แม่นศรแผลง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างรวมจำนวน 1,086,781 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัด ศาลจึงให้พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ร่วมหุ้นกับจำเลยเปิดร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่รวม 3 ร้าน โดยโจทก์ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการร้าน แล้ววินิจฉัยว่าสัญญาร่วมหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยในการประกอบกิจการร้านอินเตอร์เน็ต มีลักษณะเป็นการร่วมลงทุนประกอบธุรกิจในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนเพื่อแบ่งปันผลกำไรที่ได้จากกิจการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 หาได้มีความสัมพันธ์ในลักษณะนายจ้างลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ไม่ ทั้งตามสัญญาดังกล่าวข้อ 3 ระบุว่า ในการบริหารงานของร้านอินเตอร์เน็ต โจทก์จำเลยต้องให้ความเห็นชอบร่วมกันในการดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับร้าน นั้น จำเลยหาได้มีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์อันมีอำนาจบังคับบัญชาให้โจทก์ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายไม่ ข้อ 4 ระบุว่า คู่สัญญาตกลงแบ่งผลประโยชน์ในการดำเนินกิจการฝ่ายละครึ่งหนึ่งจากผลกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วในวันสุดท้ายของแต่ละเดือน โดยจำเลยจะจ่ายเงินขั้นต่ำ 35,000 บาท ต่อเดือน ให้โจทก์ภายในวันที่ 15 ของแต่ละเดือนเพื่อเป็นประกันผลกำไรตามที่ได้ตกลงกันไว้เป็นระยะเวลา 28 เดือน การปันผลกำไรงวดแรกเริ่มวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550 นั้น เงินที่จำเลยต้องจ่ายให้โจทก์ตามสัญญาร่วมหุ้นมีลักษณะเป็นเงินส่วนแบ่งกำไรและประกันผลกำไรในการร่วมลงทุนระหว่างโจทก์จำเลย หาได้เป็นการจ่ายเงินค่าจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์ตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นการจ้างแรงงานโจทก์โดยมีจำเลยเป็นนายจ้างไม่

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาร่วมหุ้นระหว่างโจทก์จำเลยรวมการจ้างแรงงาน โดยจำเลยตกลงให้โจทก์เป็นผู้จัดการมีอำนาจบริหารจัดการร้านอินเตอร์เน็ตสองแห่ง โดยตกลงให้เงินค่าจ้างแก่โจทก์เดือนละ 40,000 บาท และ 35,000 บาท ตามลำดับ เงินดังกล่าวรวมค่าจ้างในการทำงานอยู่ด้วยไม่ว่าร้านอินเตอร์เน็ตทั้งสองแห่งจะมีผลกำไรหรือไม่ก็ตาม จึงไม่ได้มีลักษณะเป็นเงินส่วนแบ่งผลกำไรและประกันผลกำไรในการร่วมลงทุนระหว่างโจทก์จำเลยแต่เพียงอย่างเดียว แต่รวมเงินค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ไว้ด้วย เห็นว่า หนังสือสัญญาร่วมหุ้น ข้อ 6 ระบุว่า...หากผู้ให้สัญญาผิดสัญญาข้อ 4 ในเดือนใดก็ตาม เงินที่ค้างจ่ายนั้นจะต้องยกยอดไปเดือนถัดไปบวกดอกเบี้ย 2 % หากผู้ให้สัญญาไม่จ่ายเงินประกันผลกำไรเป็นเวลาติดต่อกัน 3 เดือน ย่อมมีผลให้สัญญาร่วมหุ้นนี้สิ้นสุดลงทันทีและนำมาซึ่งการขายกิจการ... แสดงว่าเงินที่โจทก์อ้างว่าจะได้รับจากจำเลยในแต่ละเดือนสามารถค้างชำระติดต่อกันได้โดยฝ่ายจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้ และหากค้างจ่ายติดต่อกัน 3 เดือน มีผลให้สัญญาร่วมหุ้นสิ้นสุดลงทันที เงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการแบ่งกำไรและประกันผลกำไร และเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสิ้นสุดลงของสัญญา ไม่มีลักษณะเป็นเงินค่าจ้างตามกฎหมายแต่ประการใด หากโจทก์จำเลยต้องการให้เงินดังกล่าวรวมค่าจ้างในการทำงานอยู่ด้วยก็ควรระบุให้ชัดเจนในสัญญาเนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ได้เสียของทั้งสองฝ่าย การที่หนังสือสัญญาร่วมหุ้นระหว่างโจทก์จำเลยระบุผลประโยชน์ไว้เพียงตามที่ปรากฏในข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้น ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์จำเลยเป็นนายจ้างและลูกจ้างกัน อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าจ้างจากจำเลยได้ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ต่อศาลที่คดีอยู่ในเขตอำนาจและภายในกำหนดอายุความ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ659/2553
primary_red_case_no
พ3699/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000344.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.1251/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557