คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9677/2556 ฉบับเต็ม

#559093
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9677/2556 นายสำนวน เลาหบุตร โดยนางหรรษา เลาหบุตร ผู้ดำเนินคดีต่างผู้ตาย โจทก์ นายกิจสุวัชร์หรือณัฐฎ์วัฒน์ อาชานิวณิช กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1129 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ใบหุ้นเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อและข้อบังคับของบริษัท ม. ระบุว่า การโอนหุ้นจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน โดยมีพยานสองคนลงชื่อรับรอง และจะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกได้ ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งการโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว แม้โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อข้อบังคับของบริษัทมิได้กำหนดเกี่ยวกับการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อไว้เป็นอย่างอื่น โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของบริษัทดังกล่าว เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังมิได้ทำการโอนให้ถูกต้องตามบทบัญญัติและข้อบังคับดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ม. ดังนั้น โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 100,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 หากจะต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่ความตาย นางหรรษา ภริยา ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลอุทธรณ์อนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อระหว่างปี 2539 ถึงปี 2550 จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด จำเลยที่ 1 ขายหุ้นของบริษัทจำนวน 600 หุ้น ให้โจทก์ตามหนังสือสัญญาซื้อขายหุ้น ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2550 จำเลยที่ 1 ลาออกจากกรรมการผู้จัดการบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการแทน จำเลยทั้งสองไม่ลงสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นบริษัทว่าโจทก์ถือหุ้นอีก 600 หุ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยเพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด นั้น เห็นว่า ใบหุ้นเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น และข้อบังคับของบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด ข้อ 4 ระบุว่า การโอนหุ้นจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน โดยมีพยานสองคนลงชื่อรับรอง และจะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกได้ ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งการโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว แม้โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาซื้อขายหุ้นก็ตาม แต่เมื่อข้อบังคับของบริษัทมิได้กำหนดเกี่ยวกับการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อไว้เป็นอย่างอื่น โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของบริษัทดังกล่าว ซึ่งกำหนดไว้ว่า ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนและผู้รับโอน มีพยานสองคนลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังมิได้ทำการโอนให้ถูกต้องตามบทบัญญัติและข้อบังคับดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด ดังนั้น โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด ที่ไม่แก้ไขชื่อโจทก์ในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีก เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (พศวัจณ์ กนกนาก-อภิรัตน์ ลัดพลี-ธงชัย เสนามนตรี) ศาลจังหวัดตลิ่งชัน - นายสมเกียรติ ฑีฆาอุตมากร ศาลอุทธรณ์ - นายสายันต์ สุรสมภพ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1383/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ8000/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ9573/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
559093
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตลิ่งชัน",
        "judge": "นายสมเกียรติ ฑีฆาอุตมากร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสายันต์ สุรสมภพ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081980785"
    }
}
date
2556
deka_no
9677/2556
deka_running_no
9677
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "พศวัจณ์ กนกนาก",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ธงชัย เสนามนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1129"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499",
        "sections": [
            "ม. 42"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นายสำนวน เลาหบุตร โดยนางหรรษา เลาหบุตร"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้ดำเนินคดีต่างผู้ตาย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายกิจสุวัชร์หรือณัฐฎ์วัฒน์ อาชานิวณิช กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 100,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 หากจะต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่ความตาย นางหรรษา ภริยา ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อระหว่างปี 2539 ถึงปี 2550 จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด จำเลยที่ 1 ขายหุ้นของบริษัทจำนวน 600 หุ้น ให้โจทก์ตามหนังสือสัญญาซื้อขายหุ้น ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2550 จำเลยที่ 1 ลาออกจากกรรมการผู้จัดการบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการแทน จำเลยทั้งสองไม่ลงสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นบริษัทว่าโจทก์ถือหุ้นอีก 600 หุ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยเพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด นั้น เห็นว่า ใบหุ้นเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น และข้อบังคับของบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด ข้อ 4 ระบุว่า การโอนหุ้นจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน โดยมีพยานสองคนลงชื่อรับรอง และจะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกได้ ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งการโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว แม้โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาซื้อขายหุ้นก็ตาม แต่เมื่อข้อบังคับของบริษัทมิได้กำหนดเกี่ยวกับการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อไว้เป็นอย่างอื่น โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของบริษัทดังกล่าว ซึ่งกำหนดไว้ว่า ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนและผู้รับโอน มีพยานสองคนลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังมิได้ทำการโอนให้ถูกต้องตามบทบัญญัติและข้อบังคับดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด ดังนั้น โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด ที่ไม่แก้ไขชื่อโจทก์ในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีก เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
อ8000/2550
primary_red_case_no
อ9573/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000365.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1383/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556