คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7760/2556 ฉบับเต็ม

#559107
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7760/2556 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงชลบุรี โจทก์ นายมุ่นหรือวิภพ ขำดี จำเลย ป.ที่ดิน มาตรา 9, มาตรา 108, มาตรา 108 ทวิ ป.อ. มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายองค์ประกอบความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9 ไว้ชัดเจนว่า จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ทั้งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมากิ่งอำเภอเกาะจันทร์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินดังกล่าวภายใน 30 วัน แต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมากิ่งอำเภอเกาะจันทร์ได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พักอาศัยภายใน 7 วัน จำเลยได้รับคำสั่งแล้วไม่ดำเนินการรื้อถอน ถือได้ว่าโจทก์บรรยายถึงการกระทำผิดของจำเลยครบถ้วนแล้วตามมาตรา 9 และมาตรา 108 แล้ว แม้คำฟ้องโจทก์ระบุวันกระทำผิดของจำเลยคือ ต้นปี 2514 อันเป็นวันก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 มีผลบังคับ ซึ่งต้องปรับบทตามมาตรา 108 ก็ตามและคำฟ้องของโจทก์ได้อ้างมาตรา 108 ทวิ มิได้อ้างมาตรา 108 มาก็ตาม กรณีถือได้ว่าโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ธ. ช่างรังวัดที่ดินก่อนทำการรังวัดไปตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องและคำนวณตามหลักวิชาช่างแล้วก็ยืนยันว่าที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครองอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ และได้ความจาก ด. ปลัดกิ่งอำเภอเกาะจันทร์ว่า ในปี 2540 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ต้องการสร้างที่ว่าการกิ่งอำเภอเกาะจันทร์ตรงบริเวณที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครองได้ให้เงินจำนวน 20,000 บาท แก่จำเลยเป็นค่าวัชพืชที่จำเลยทำการเกษตรไว้และให้จำเลยออกจากที่ดิน ซึ่งจำเลยเบิกความรับว่าทางราชการได้ให้เงินไว้ตามจำนวนดังกล่าวจริง ได้มีการทำบันทึกในการรับเงินไว้ ข้อความในเอกสารดังกล่าวระบุว่า ที่ดินที่ทางราชการจะทำการก่อสร้างที่ว่าการกิ่งอำเภอเกาะจันทร์ซึ่งจำเลยครอบครองอยู่เป็นที่สาธารณประโยชน์ การที่จำเลยนำสืบบ่ายเบี่ยงว่าที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่นอกเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้างเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 108 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ จึงไม่ผิดตาม ป.อ. มาตรา 368 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปอีก และเมื่อการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 108 ศาลจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทเพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368, 91 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ และสั่งให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครอง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคแรก ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำคุก 3 เดือน ฐานทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานที่สั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ปรับ 500 บาท รวมจำคุก 3 เดือน ปรับ 500 บาท ให้จำเลยและบริวารออกจากที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ยึดถือครอบครอง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์ข้อหาเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ประกอบมาตรา 108 ทวิ และยกคำขอที่ให้สั่งจำเลยและบริวารออกจากที่ดินที่ยึดถือครอบครอง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าที่ดินบ้านหนองหูช้างเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และทะเบียนที่สาธารณประโยชน์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยกระทำผิด เมื่อระหว่างต้นปี 2514 จนถึงวันฟ้องต่อเนื่องกันมา โดยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันและขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และมาตรา 108 ทวิ นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตามมาตรา 108 ทวิ ต้องเป็นกรณีที่กระทำฝ่าฝืน มาตรา 9 นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 มีผลใช้บังคับคือวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 แต่ในคดีนี้จำเลยกระทำฝ่าฝืนมาตรา 9 ตั้งแต่ต้นปี 2514 กรณีจึงต้องปรับตามมาตรา 108 แต่ในคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียดของมาตรา 108 มาในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องมิได้ระบุมาตรา 108 จึงลงโทษจำเลยตามมาตรา 108 ไม่ได้เช่นกัน จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายองค์ประกอบความผิดแห่งมาตรา 9 ไว้ชัดเจนแล้วว่า จำเลยได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ทั้งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมากิ่งอำเภอเกาะจันทร์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินดังกล่าวภายใน 30 วัน แต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมากิ่งอำเภอเกาะจันทร์ได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พักอาศัยภายใน 7 วัน จำเลยได้รับทราบคำสั่งแล้วไม่ดำเนินการรื้อถอน ถือได้ว่าโจทก์บรรยายถึงการกระทำผิดของจำเลยครบถ้วนตามมาตรา 9 และมาตรา 108 แล้ว ดังนี้ แม้ตามคำฟ้องโจทก์ระบุวันกระทำผิดของจำเลยคือต้นปี 2514 อันเป็นวันก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 จะมีผลบังคับ ซึ่งต้องปรับบทตามมาตรา 108 ก็ตาม และตามคำฟ้องของโจทก์ได้อ้างมาตรา 108 ทวิ มิได้อ้าง 108 มาก็ตาม กรณีถือได้ว่าโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครองอยู่ในเขตที่ดินของรัฐ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่ ปัญหาในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงนี้ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณา โจทก์มีนายดลตรี ปลัดอำเภอกิ่งอำเภอเกาะจันทร์ เบิกความประกอบหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง สำเนาประกาศกระทรวงมหาดไทย แผนที่แสดงการบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ ทะเบียนที่สาธารณะ สรุปได้ว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้าง เป็นที่ดินของรัฐที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครองอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้าง นอกจากนี้โจทก์มีนายธานี ตำแหน่งช่างรังวัด 5 สำนักงานที่ดิน จังหวัดชลบุรี สาขาพนัสนิคม เบิกความประกอบว่า พยานได้ไปทำแผนที่ตรวจสอบที่ดินหนองหูช้างร่วมกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอเกาะจันทร์โดยมีจำเลยนำชี้ด้วย ผลการรังวัดปรากฏว่าที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครองทำประโยชน์ทั้งสามแปลงอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้าง เห็นว่า นายธานีช่างรังวัดที่ดินมีความเชี่ยวชาญในการรังวัดที่ดิน ก่อนไปทำการรังวัดได้ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องและคำนวณตามหลักวิชาช่างแล้วก็ยืนยันว่าที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครอง อยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้างจริง นอกจากนี้ได้ความจากนายดลตรีว่า ในปี 2540 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ต้องการสร้างที่ว่าการกิ่งอำเภอเกาะจันทร์ตรงบริเวณที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครอง ได้ให้เงิน จำนวน 20,000 บาท แก่จำเลยเป็นค่าวัชพืชที่จำเลยทำการเกษตรไว้ และให้จำเลยออกจากที่ดิน ซึ่งจำเลยได้นำสืบว่า ทางราชการได้ให้เงิน 20,000 บาท แก่จำเลยจริง และได้มีการทำบันทึกในการรับเงินไว้ ซึ่งข้อความในเอกสารดังกล่าวระบุว่า ที่ดินที่ทางราชการจะทำการก่อสร้างที่ว่าการกิ่งอำเภอเกาะจันทร์ซึ่งจำเลยครอบครองอยู่เป็นที่สาธารณประโยชน์ การที่จำเลยนำสืบบ่ายเบี่ยงว่า ที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่นอกเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้าง เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ จึงไม่ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปอีก และเมื่อการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 108 ศาลจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทเพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ประกอบมาตรา 108 จำคุก 3 เดือน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก (พิทักษ์ คงจันทร์-วิรุฬห์ แสงเทียน-ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี) ศาลแขวงชลบุรี - นายธนิต สุธีรพรหม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายโสภณ บางยี่ขัน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5929/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1836/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4080/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
559107
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงชลบุรี",
        "judge": "นายธนิต สุธีรพรหม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายโสภณ บางยี่ขัน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981122"
    }
}
date
2556
deka_no
7760/2556
deka_running_no
7760
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "พิทักษ์ คงจันทร์",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายที่ดิน",
        "law_abbr": "ป.ที่ดิน",
        "sections": [
            "ม. 9",
            "ม. 108",
            "ม. 108 ทวิ"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 368 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคห้า"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีศาลแขวงชลบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายมุ่นหรือวิภพ ขำดี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368, 91 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ และสั่งให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครอง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคแรก ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำคุก 3 เดือน ฐานทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานที่สั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ปรับ 500 บาท รวมจำคุก 3 เดือน ปรับ 500 บาท ให้จำเลยและบริวารออกจากที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ยึดถือครอบครอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์ข้อหาเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ประกอบมาตรา 108 ทวิ และยกคำขอที่ให้สั่งจำเลยและบริวารออกจากที่ดินที่ยึดถือครอบครอง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าที่ดินบ้านหนองหูช้างเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และทะเบียนที่สาธารณประโยชน์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยกระทำผิด เมื่อระหว่างต้นปี 2514 จนถึงวันฟ้องต่อเนื่องกันมา โดยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันและขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และมาตรา 108 ทวิ นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตามมาตรา 108 ทวิ ต้องเป็นกรณีที่กระทำฝ่าฝืน มาตรา 9 นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 มีผลใช้บังคับคือวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 แต่ในคดีนี้จำเลยกระทำฝ่าฝืนมาตรา 9 ตั้งแต่ต้นปี 2514 กรณีจึงต้องปรับตามมาตรา 108 แต่ในคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียดของมาตรา 108 มาในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องมิได้ระบุมาตรา 108 จึงลงโทษจำเลยตามมาตรา 108 ไม่ได้เช่นกัน จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายองค์ประกอบความผิดแห่งมาตรา 9 ไว้ชัดเจนแล้วว่า จำเลยได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ทั้งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมากิ่งอำเภอเกาะจันทร์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินดังกล่าวภายใน 30 วัน แต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมากิ่งอำเภอเกาะจันทร์ได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พักอาศัยภายใน 7 วัน จำเลยได้รับทราบคำสั่งแล้วไม่ดำเนินการรื้อถอน ถือได้ว่าโจทก์บรรยายถึงการกระทำผิดของจำเลยครบถ้วนตามมาตรา 9 และมาตรา 108 แล้ว ดังนี้ แม้ตามคำฟ้องโจทก์ระบุวันกระทำผิดของจำเลยคือต้นปี 2514 อันเป็นวันก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 จะมีผลบังคับ ซึ่งต้องปรับบทตามมาตรา 108 ก็ตาม และตามคำฟ้องของโจทก์ได้อ้างมาตรา 108 ทวิ มิได้อ้าง 108 มาก็ตาม กรณีถือได้ว่าโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครองอยู่ในเขตที่ดินของรัฐ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่ ปัญหาในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงนี้ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณา โจทก์มีนายดลตรี ปลัดอำเภอกิ่งอำเภอเกาะจันทร์ เบิกความประกอบหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง สำเนาประกาศกระทรวงมหาดไทย แผนที่แสดงการบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ ทะเบียนที่สาธารณะ สรุปได้ว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้าง เป็นที่ดินของรัฐที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครองอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้าง นอกจากนี้โจทก์มีนายธานี ตำแหน่งช่างรังวัด 5 สำนักงานที่ดิน จังหวัดชลบุรี สาขาพนัสนิคม เบิกความประกอบว่า พยานได้ไปทำแผนที่ตรวจสอบที่ดินหนองหูช้างร่วมกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอเกาะจันทร์โดยมีจำเลยนำชี้ด้วย ผลการรังวัดปรากฏว่าที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครองทำประโยชน์ทั้งสามแปลงอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้าง เห็นว่า นายธานีช่างรังวัดที่ดินมีความเชี่ยวชาญในการรังวัดที่ดิน ก่อนไปทำการรังวัดได้ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องและคำนวณตามหลักวิชาช่างแล้วก็ยืนยันว่าที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครอง อยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้างจริง นอกจากนี้ได้ความจากนายดลตรีว่า ในปี 2540 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ต้องการสร้างที่ว่าการกิ่งอำเภอเกาะจันทร์ตรงบริเวณที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครอง ได้ให้เงิน จำนวน 20,000 บาท แก่จำเลยเป็นค่าวัชพืชที่จำเลยทำการเกษตรไว้ และให้จำเลยออกจากที่ดิน ซึ่งจำเลยได้นำสืบว่า ทางราชการได้ให้เงิน 20,000 บาท แก่จำเลยจริง และได้มีการทำบันทึกในการรับเงินไว้ ซึ่งข้อความในเอกสารดังกล่าวระบุว่า ที่ดินที่ทางราชการจะทำการก่อสร้างที่ว่าการกิ่งอำเภอเกาะจันทร์ซึ่งจำเลยครอบครองอยู่เป็นที่สาธารณประโยชน์ การที่จำเลยนำสืบบ่ายเบี่ยงว่า ที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่นอกเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้าง เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ จึงไม่ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปอีก และเมื่อการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 108 ศาลจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทเพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ประกอบมาตรา 108 จำคุก 3 เดือน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1836/2547
primary_red_case_no
อ4080/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000368.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5929/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556