คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7562/2556 ฉบับเต็ม

#559108
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7562/2556 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา โจทก์ นางสาวสมฤทัย คุ้มแสง กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 210 วรรคแรก, มาตรา 335 (7), มาตรา 335 (9), มาตรา 335 วรรคสอง จำเลยทั้งสองกับพวก 5 คน ร่วมกันปรึกษาวางแผนลักทรัพย์ของชาวต่างชาติบนรถโดยสารสองแถว โดยขึ้นรถโดยสารสองแถวมาพร้อมกันซึ่งจะทำให้มีผู้โดยสารมากพอที่จะทำให้พวกของจำเลยที่ 1 สามารถเข้าไปนั่งชิดกับผู้เสียหายทางด้านขวาที่มีกระเป๋าสตางค์อยู่ในประเป๋ากางเกง พวกของจำเลยทั้งสองจึงมีโอกาสล้วงกระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหาย และมีการแบ่งหน้าที่กันทำตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 5 คน สมคบกัน จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมกับพวกลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะและเป็นซ่องโจร ซึ่งความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับฐานร่วมกันลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะเกี่ยวเนื่องกันจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 210, 335 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1797/2547 ของศาลจังหวัดชลบุรี และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3236/2548 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก, 335 (7) (9) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานซ่องโจร จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะ จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน และให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1797/2547 ของศาลจังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะผู้เสียหายนั่งรถโดยสารสองแถวมาจากบริเวณหาดจอมเทียนมาถึงบริเวณโค้งหนุมาน มีจำเลยทั้งสอง นางเตือนใจ นางสาวบัวทิพย์ และนายวันชัย ขึ้นรถโดยสารสองแถวมาพร้อมกัน โดยนางเตือนใจนั่งชิดติดผู้เสียหายด้านขวาและจำเลยที่ 2 นั่งติดผู้เสียหายด้านซ้าย ส่วนนายวันชัย จำเลยที่ 1 และนางสาวบัวทิพย์นั่งฝั่งตรงข้าม เมื่อผู้เสียหายจะลงจากรถบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้ารอยัลการ์เดนท์ ได้ล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบกระเป๋าสตางค์นำเงินมาชำระค่าโดยสาร แต่ไม่พบกระเป๋าสตางค์จึงร้องบอกให้คนขับจอดรถและมีคนแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว เมื่อร้อยตำรวจเอกศยาม และดาบตำรวจเฉลียว มาถึงที่เกิดเหตุจึงให้คนขับรถพาผู้เสียหาย จำเลยทั้งสอง นายวันชัย นางเตือนใจและนางสาวบัวทิพย์ไปที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวพัทยา ระหว่างรถโดยสารสองแถวจอดติดสัญญาณไฟบนถนนพัทยาสาย 2 มีชายชาวต่างชาติขับรถจักรยานยนต์พาหญิงไทยนำกระเป๋าสตางค์ที่หล่นจากรถโดยสารมาให้นายวันชัยซึ่งปฏิเสธและไม่ยอมรับไว้ ดาบตำรวจเฉลียวที่นั่งอยู่ท้ายรถโดยสารสองแถวจึงให้ผู้เสียหายดูกระเป๋าสตางค์ดังกล่าว ผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นของตนแต่เงิน 5,180 บาท หายไป เมื่อถึงสถานีตำรวจท่องเที่ยวพัทยา เจ้าพนักงานตำรวจค้นตัวนายวันชัยพบเงินจำนวนดังกล่าวอยู่ในกระเป๋าหิ้วที่นายวันชัยถืออยู่ จึงนำตัวจำเลยทั้งสองกับพวกพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลพัทยา ชั้นสอบสวนนายวันชัยให้การรับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุ นายวันชัย นางเตือนใจ นางสาวบัวทิพย์ และจำเลยทั้งสองร่วมกันวางแผนลักทรัพย์ชาวต่างชาติ ตามบันทึกคำให้การ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และฐานเป็นซ่องโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 5 คน ขึ้นรถโดยสารสองแถวมาพร้อมกัน ย่อมจะทำให้มีผู้โดยสารมากพอที่จะทำให้นางเตือนใจพวกของจำเลยที่ 1 สามารถเข้าไปนั่งชิดกับผู้เสียหายทางด้านขวาที่มีกระเป๋าสตางค์อยู่ในกระเป๋ากางเกง นางเตือนใจจึงมีโอกาสล้วงกระเป๋าสตางค์ในกระเป๋ากางเกงของผู้เสียหาย และเมื่อนายวันชัยรับกระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายที่นางเตือนใจส่งมอบให้แล้วได้นำเงินออกจากกระเป๋าโดยนำเสื้อของจำเลยที่ 1 มาปิดบังไว้ โดยความยินยอมของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 5 คน สมคบกันเพื่อกระทำความผิดมาแต่ต้น พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะและเป็นซ่องโจร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับฐานร่วมกันลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะเกี่ยวเนื่องกันจึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก, 335 (7) (9) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1797/2547 ของศาลจังหวัดชลบุรี (สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์-ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์) ศาลจังหวัดพัทยา - นายประเสริฐศักดิ์ ณรงค์รักเดช ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายนำ กรุยรุ่งโรจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6149/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ6287/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ5518/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
559108
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพัทยา",
        "judge": "นายประเสริฐศักดิ์ ณรงค์รักเดช"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายนำ กรุยรุ่งโรจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981219"
    }
}
date
2556
deka_no
7562/2556
deka_running_no
7562
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์",
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 210 วรรคแรก",
            "ม. 335 (7)",
            "ม. 335 (9)",
            "ม. 335 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวสมฤทัย คุ้มแสง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 210, 335 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1797/2547 ของศาลจังหวัดชลบุรี และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3236/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก, 335 (7) (9) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานซ่องโจร จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะ จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน และให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1797/2547 ของศาลจังหวัดชลบุรี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะผู้เสียหายนั่งรถโดยสารสองแถวมาจากบริเวณหาดจอมเทียนมาถึงบริเวณโค้งหนุมาน มีจำเลยทั้งสอง นางเตือนใจ นางสาวบัวทิพย์ และนายวันชัย ขึ้นรถโดยสารสองแถวมาพร้อมกัน โดยนางเตือนใจนั่งชิดติดผู้เสียหายด้านขวาและจำเลยที่ 2 นั่งติดผู้เสียหายด้านซ้าย ส่วนนายวันชัย จำเลยที่ 1 และนางสาวบัวทิพย์นั่งฝั่งตรงข้าม เมื่อผู้เสียหายจะลงจากรถบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้ารอยัลการ์เดนท์ ได้ล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบกระเป๋าสตางค์นำเงินมาชำระค่าโดยสาร แต่ไม่พบกระเป๋าสตางค์จึงร้องบอกให้คนขับจอดรถและมีคนแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว เมื่อร้อยตำรวจเอกศยาม และดาบตำรวจเฉลียว มาถึงที่เกิดเหตุจึงให้คนขับรถพาผู้เสียหาย จำเลยทั้งสอง นายวันชัย นางเตือนใจและนางสาวบัวทิพย์ไปที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวพัทยา ระหว่างรถโดยสารสองแถวจอดติดสัญญาณไฟบนถนนพัทยาสาย 2 มีชายชาวต่างชาติขับรถจักรยานยนต์พาหญิงไทยนำกระเป๋าสตางค์ที่หล่นจากรถโดยสารมาให้นายวันชัยซึ่งปฏิเสธและไม่ยอมรับไว้ ดาบตำรวจเฉลียวที่นั่งอยู่ท้ายรถโดยสารสองแถวจึงให้ผู้เสียหายดูกระเป๋าสตางค์ดังกล่าว ผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นของตนแต่เงิน 5,180 บาท หายไป เมื่อถึงสถานีตำรวจท่องเที่ยวพัทยา เจ้าพนักงานตำรวจค้นตัวนายวันชัยพบเงินจำนวนดังกล่าวอยู่ในกระเป๋าหิ้วที่นายวันชัยถืออยู่ จึงนำตัวจำเลยทั้งสองกับพวกพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลพัทยา ชั้นสอบสวนนายวันชัยให้การรับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุ นายวันชัย นางเตือนใจ นางสาวบัวทิพย์ และจำเลยทั้งสองร่วมกันวางแผนลักทรัพย์ชาวต่างชาติ ตามบันทึกคำให้การ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และฐานเป็นซ่องโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 5 คน ขึ้นรถโดยสารสองแถวมาพร้อมกัน ย่อมจะทำให้มีผู้โดยสารมากพอที่จะทำให้นางเตือนใจพวกของจำเลยที่ 1 สามารถเข้าไปนั่งชิดกับผู้เสียหายทางด้านขวาที่มีกระเป๋าสตางค์อยู่ในกระเป๋ากางเกง นางเตือนใจจึงมีโอกาสล้วงกระเป๋าสตางค์ในกระเป๋ากางเกงของผู้เสียหาย และเมื่อนายวันชัยรับกระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายที่นางเตือนใจส่งมอบให้แล้วได้นำเงินออกจากกระเป๋าโดยนำเสื้อของจำเลยที่ 1 มาปิดบังไว้ โดยความยินยอมของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 5 คน สมคบกันเพื่อกระทำความผิดมาแต่ต้น พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะและเป็นซ่องโจร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับฐานร่วมกันลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะเกี่ยวเนื่องกันจึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก, 335 (7) (9) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1797/2547 ของศาลจังหวัดชลบุรี
opensearch_id
primary_black_case_no
อ6287/2548
primary_red_case_no
อ5518/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000369.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6149/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556