คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12506/2553 ฉบับเต็ม

#559116
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12506/2553 บริษัทเอซ อินชัวรันซ์ จำกัด โดย บริษัทเอซ ไอเอ็นเอ โอเวอร์ซีส์ อินชัวรันซ์ จำกัด ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ บริษัทอีวา แอร์เวย์ส คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวก จำเลย บริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลยร่วม ป.พ.พ. มาตรา 887 ข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยกรณีความเสียหายต่อทรัพย์สินที่ว่า จำเลยร่วมตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 ผู้เอาประกันภัยสำหรับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดตามกฎหมายที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลใด ๆ นั้น มีลักษณะเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุนตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยร่วมตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 เมื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินเกิดแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น การที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 กระทำด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้สินค้าพิพาทตกลงจากรถยกสินค้า และสินค้าพิพาทได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชอบในความเสียหายดังกล่าว จำเลยร่วมย่อมต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 เพื่อความวินาศภัยอันเกิดแก่สินค้าพิพาทตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว ส่วนข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลใดๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 1.2.1 หมายถึง ทรัพย์สินที่เสียหายเป็นทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของ หรือทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัยนำมาใช้ปฏิบัติงานของผู้เอาประกันภัย ข้อ 1.2.2 หมายถึง ทรัพย์สินที่ลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้เอาประกันภัยนำมาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อผู้เอาประกันภัยในระหว่างทางการที่จ้าง หาใช่ว่าเมื่อสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายจากการขนถ่ายโดยลูกจ้างของจำเลยที่ 3 จะเป็นกรณีที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยเพราะสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายขณะอยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 3 หรือลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ไม่ ดังนั้น จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้างของลูกจ้างที่กระทำละเมิดในทางการที่จ้างให้รับผิดต่อโจทก์ผู้รับช่วงสิทธิมาจากผู้ถูกทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 3 ขอให้เรียกจำเลยร่วมในฐานะที่เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนความรับผิดของจำเลยที่ 3 เข้ามาเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยหากจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนั้น จำเลยร่วมจึงต้องเข้ามาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ในลักษณะลูกหนี้ร่วม โดยโจทก์สามารถบังคับชำระหนี้ละเมิดได้ทั้งจากจำเลยที่ 3 และจำเลยร่วม และหากจำเลยที่ 3 ถูกบังคับชำระหนี้ไปก่อน ก็ต้องใช้สิทธิไล่เบี้ยตามกฎหมายต่อไป ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 217,368.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 8 เดือนเศษ แต่โจทก์ขอคิดเพียง 8 เดือน เป็นเงิน 10,868.43 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 217,368.72 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต และให้เรียกบริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยร่วม จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 217,368.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทเอซ ไอเอ็นเอ โอเวอร์ซีส์ อินชัวรันซ์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดของประเทศออสเตรเลีย ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัย โจทก์ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย โจทก์รับประกันภัยสินค้าเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ 13 เครื่อง ซึ่งบริษัทเอ็นซีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เอาประกันภัยสั่งซื้อจากประเทศอังกฤษ ต่อมาตัวแทนของผู้ขายในประเทศอังกฤษว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าพิพาททางเครื่องบินจากประเทศอังกฤษมาประเทศไทย จำเลยที่ 1 ส่งสินค้าพิพาทให้จำเลยที่ 2 เก็บรักษาไว้ในฐานะนายคลังสินค้าเพื่อส่งมอบให้บริษัทเอ็นซีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด และจำเลยที่ 2 มอบสินค้าพิพาทให้จำเลยที่ 3 เก็บรักษาไว้อีกทอดหนึ่ง ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2542 ระหว่างที่จำเลยที่ 3 ยกขนสินค้าพิพาทเพื่อจะส่งมอบให้บริษัทเอ็นซีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 กระทำด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้สินค้าพิพาทตกลงมาจากรถยกสินค้าและได้รับความเสียหาย 1 เครื่อง จำเลยที่ 2 รายงานความเสียหายดังกล่าว โจทก์จ้างผู้เชี่ยวชาญทำการสำรวจความเสียหาย ปรากฏว่ามีความเสียหายมากจนไม่สามารถซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิมได้ หลังจากหักค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบและหักราคาขายซากสินค้าแล้ว เหลือค่าเสียหายที่โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องรับผิดเป็นเงิน 217,368.72 บาท ตามหนังสือเรียกร้องของบริษัทเอ็นซีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 โจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทเอ็นซีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยร่วมมีวัตถุประสงค์และประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยความเสียหายของสินค้าในกิจการบริการขนถ่ายสินค้าได้รับประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายของจำเลยที่ 3 ตามกรมธรรมม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก โดยการให้บริการขนถ่ายสินค้านั้น จำเลยที่ 3 ใช้ลูกจ้างในการประกอบกิจการ คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า เหตุแห่งความเสียหายที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ยกขนสินค้าพิพาทด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้สินค้าพิพาทตกลงมาจากรถยกสินค้าและได้รับความเสียหาย 1 เครื่อง อยู่ในความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกหรือไม่ เห็นว่า จำเลยร่วมมีวัตถุประสงค์และประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัยในความเสียหายของสินค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของกิจการให้บริการขนถ่ายสินค้า ส่วนจำเลยที่ 3 มีวัตถุประสงค์และประกอบธุรกิจให้บริการรับขนถ่ายสินค้า การที่จำเลยที่ 3 ยอมเสียเบี้ยประกันภัยก็เพื่อคุ้มครองความรับผิดของตนต่อความเสียหายของสินค้าของลูกค้าหรือบุคคลภายนอกที่เกิดจากการให้บริการขนถ่ายสินค้าโดยพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ตามกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกได้ระบุถึงลักษณะกิจการหรือธุรกิจที่เอาประกันภัยไว้ว่า ให้บริการเครื่องจักร (Forklift & Rapid Lift) สถานที่ประกอบการและอาณาเขตการคุ้มครอง คือ ภายในการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย โดยคุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายซึ่งเกิดขึ้นภายในสถานที่ประกอบการหรือเกิดขึ้นจากการใช้สถานที่ประกอบการ กับระบุหมายเหตุไว้ว่า "คุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายจากการปฏิบัติงานของเครื่องจักร" และระบุเงื่อนไขความรับผิดของจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยว่า "...บริษัท (จำเลยร่วม) จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยสำหรับ 1. จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดตามกฎหมายที่จะชดใช้เป็นค่าเสียหายสำหรับ 1.1 การเสียชีวิตหรือความบาดเจ็บ... 1.2 ความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลใดๆ นอกจาก 1.2.1 ทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของหรือครอบครอง หรืออยู่ในความดูแล หรือควบคุมหรือกำลังใช้หรือกำลังปฏิบัติงานโดยผู้เอาประกันภัย 1.2.2 ทรัพย์สินที่ลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้เอาประกันภัยดูแล ควบคุม กำลังใช้ หรือกำลังปฏิบัติงาน เพื่อผู้เอาประกันภัยในระหว่างทางการที่จ้าง ความรับผิดตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นต้องเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุอันเกี่ยวกับกิจการหรือธุรกิจของผู้เอาประกันภัยภายใต้ขอบเขตของการเสี่ยงภัยที่เอาประกันภัยไว้..." เห็นว่า ข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยกรณีความเสียหายต่อทรัพย์สินที่ว่า จำเลยร่วมตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 ผู้เอาประกันภัยสำหรับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดตามกฎหมายที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลใดๆ นั้น มีลักษณะเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยร่วมตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 เมื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินเกิดแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น การที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 กระทำด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้สินค้าพิพาทตกลงจากรถยกสินค้า และสินค้าพิพาทได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชอบในความเสียหายดังกล่าว จำเลยร่วมย่อมต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 เพื่อความวินาศภัยอันเกิดแก่สินค้าพิพาทตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว ส่วนข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลใดๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 1.2.1 หมายถึง ทรัพย์สินที่เสียหายเป็นทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของ หรือทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัยนำมาใช้ปฏิบัติงานของผู้เอาประกันภัย ข้อ 1.2.2 หมายถึง ทรัพย์สินที่ลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้เอาประกันภัยนำมาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อผู้เอาประกันภัยในระหว่างทางการที่จ้าง หาใช่ว่าเมื่อสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายจากการขนถ่ายโดยลูกจ้างของจำเลยที่ 3 จะเป็นกรณีที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย เพราะสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายขณะอยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 3 หรือลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ไม่ ดังนั้น จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยร่วมนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย แต่ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 นั้น ก็ไม่ถูกต้อง เพราะคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้างของลูกจ้างที่กระทำละเมิดในทางการที่จ้างให้รับผิดต่อโจทก์ผู้รับช่วงสิทธิมาจากผู้ถูกทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 3 ขอให้เรียกจำเลยร่วมในฐานะที่เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนความรับผิดของจำเลยที่ 3 เข้ามาเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยหากจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนั้น จำเลยร่วมจึงต้องเข้ามาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ในลักษณะลูกหนี้ร่วม โดยโจทก์สามารถบังคับชำระหนี้ละเมิดได้ทั้งจากจำเลยที่ 3 และจำเลยร่วม และหากจำเลยที่ 3 ถูกบังคับชำระหนี้ไปก่อน ก็ต้องใช้สิทธิไล่เบี้ยตามกฎหมายต่อไป กรณีไม่อาจยกฟ้องจำเลยที่ 3 ตามคำขอของจำเลยที่ 3 ได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมและจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 217,368.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวเป็นเวลา 8 เดือน แต่ไม่เกิน 10,868.43 บาท กับดอกเบี้ยในต้นเงินและอัตราดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง (ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร-อร่าม เสนามนตรี-อนันต์ วงษ์ประภารัตน์) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ทก.(ค)118/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น กค423/2543 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น กค116/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
559116
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง",
        "judge": "นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992917"
    }
}
date
2553
deka_no
12506/2553
deka_running_no
12506
deka_year
2553
department
ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
judges
[
    "ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร",
    "อร่าม เสนามนตรี",
    "อนันต์ วงษ์ประภารัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 887"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทเอซ อินชัวรันซ์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "โดย บริษัทเอซ ไอเอ็นเอ โอเวอร์ซีส์"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "อินชัวรันซ์ จำกัด ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทอีวา แอร์เวย์ส คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 217,368.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 8 เดือนเศษ แต่โจทก์ขอคิดเพียง 8 เดือน เป็นเงิน 10,868.43 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 217,368.72 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต และให้เรียกบริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 217,368.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทเอซ ไอเอ็นเอ โอเวอร์ซีส์ อินชัวรันซ์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดของประเทศออสเตรเลีย ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัย โจทก์ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย โจทก์รับประกันภัยสินค้าเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ 13 เครื่อง ซึ่งบริษัทเอ็นซีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เอาประกันภัยสั่งซื้อจากประเทศอังกฤษ ต่อมาตัวแทนของผู้ขายในประเทศอังกฤษว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าพิพาททางเครื่องบินจากประเทศอังกฤษมาประเทศไทย จำเลยที่ 1 ส่งสินค้าพิพาทให้จำเลยที่ 2 เก็บรักษาไว้ในฐานะนายคลังสินค้าเพื่อส่งมอบให้บริษัทเอ็นซีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด และจำเลยที่ 2 มอบสินค้าพิพาทให้จำเลยที่ 3 เก็บรักษาไว้อีกทอดหนึ่ง ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2542 ระหว่างที่จำเลยที่ 3 ยกขนสินค้าพิพาทเพื่อจะส่งมอบให้บริษัทเอ็นซีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 กระทำด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้สินค้าพิพาทตกลงมาจากรถยกสินค้าและได้รับความเสียหาย 1 เครื่อง จำเลยที่ 2 รายงานความเสียหายดังกล่าว โจทก์จ้างผู้เชี่ยวชาญทำการสำรวจความเสียหาย ปรากฏว่ามีความเสียหายมากจนไม่สามารถซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิมได้ หลังจากหักค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบและหักราคาขายซากสินค้าแล้ว เหลือค่าเสียหายที่โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องรับผิดเป็นเงิน 217,368.72 บาท ตามหนังสือเรียกร้องของบริษัทเอ็นซีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 โจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทเอ็นซีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยร่วมมีวัตถุประสงค์และประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยความเสียหายของสินค้าในกิจการบริการขนถ่ายสินค้าได้รับประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายของจำเลยที่ 3 ตามกรมธรรมม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก โดยการให้บริการขนถ่ายสินค้านั้น จำเลยที่ 3 ใช้ลูกจ้างในการประกอบกิจการ

คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า เหตุแห่งความเสียหายที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ยกขนสินค้าพิพาทด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้สินค้าพิพาทตกลงมาจากรถยกสินค้าและได้รับความเสียหาย 1 เครื่อง อยู่ในความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกหรือไม่ เห็นว่า จำเลยร่วมมีวัตถุประสงค์และประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัยในความเสียหายของสินค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของกิจการให้บริการขนถ่ายสินค้า ส่วนจำเลยที่ 3 มีวัตถุประสงค์และประกอบธุรกิจให้บริการรับขนถ่ายสินค้า การที่จำเลยที่ 3 ยอมเสียเบี้ยประกันภัยก็เพื่อคุ้มครองความรับผิดของตนต่อความเสียหายของสินค้าของลูกค้าหรือบุคคลภายนอกที่เกิดจากการให้บริการขนถ่ายสินค้าโดยพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ตามกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกได้ระบุถึงลักษณะกิจการหรือธุรกิจที่เอาประกันภัยไว้ว่า ให้บริการเครื่องจักร (Forklift & Rapid Lift) สถานที่ประกอบการและอาณาเขตการคุ้มครอง คือ ภายในการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย โดยคุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายซึ่งเกิดขึ้นภายในสถานที่ประกอบการหรือเกิดขึ้นจากการใช้สถานที่ประกอบการ กับระบุหมายเหตุไว้ว่า "คุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายจากการปฏิบัติงานของเครื่องจักร" และระบุเงื่อนไขความรับผิดของจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยว่า "...บริษัท (จำเลยร่วม) จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยสำหรับ

1. จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดตามกฎหมายที่จะชดใช้เป็นค่าเสียหายสำหรับ

1.1 การเสียชีวิตหรือความบาดเจ็บ...

1.2 ความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลใดๆ นอกจาก

1.2.1 ทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของหรือครอบครอง หรืออยู่ในความดูแล หรือควบคุมหรือกำลังใช้หรือกำลังปฏิบัติงานโดยผู้เอาประกันภัย

1.2.2 ทรัพย์สินที่ลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้เอาประกันภัยดูแล ควบคุม กำลังใช้ หรือกำลังปฏิบัติงาน เพื่อผู้เอาประกันภัยในระหว่างทางการที่จ้าง ความรับผิดตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นต้องเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุอันเกี่ยวกับกิจการหรือธุรกิจของผู้เอาประกันภัยภายใต้ขอบเขตของการเสี่ยงภัยที่เอาประกันภัยไว้..." เห็นว่า ข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยกรณีความเสียหายต่อทรัพย์สินที่ว่า จำเลยร่วมตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 ผู้เอาประกันภัยสำหรับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดตามกฎหมายที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลใดๆ นั้น มีลักษณะเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยร่วมตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 เมื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินเกิดแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น การที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 กระทำด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้สินค้าพิพาทตกลงจากรถยกสินค้า และสินค้าพิพาทได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชอบในความเสียหายดังกล่าว จำเลยร่วมย่อมต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 เพื่อความวินาศภัยอันเกิดแก่สินค้าพิพาทตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว

ส่วนข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลใดๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 1.2.1 หมายถึง ทรัพย์สินที่เสียหายเป็นทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของ หรือทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัยนำมาใช้ปฏิบัติงานของผู้เอาประกันภัย ข้อ 1.2.2 หมายถึง ทรัพย์สินที่ลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้เอาประกันภัยนำมาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อผู้เอาประกันภัยในระหว่างทางการที่จ้าง หาใช่ว่าเมื่อสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายจากการขนถ่ายโดยลูกจ้างของจำเลยที่ 3 จะเป็นกรณีที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย เพราะสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายขณะอยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 3 หรือลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ไม่ ดังนั้น จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยร่วมนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย แต่ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 นั้น ก็ไม่ถูกต้อง เพราะคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้างของลูกจ้างที่กระทำละเมิดในทางการที่จ้างให้รับผิดต่อโจทก์ผู้รับช่วงสิทธิมาจากผู้ถูกทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 3 ขอให้เรียกจำเลยร่วมในฐานะที่เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนความรับผิดของจำเลยที่ 3 เข้ามาเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยหากจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนั้น จำเลยร่วมจึงต้องเข้ามาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ในลักษณะลูกหนี้ร่วม โดยโจทก์สามารถบังคับชำระหนี้ละเมิดได้ทั้งจากจำเลยที่ 3 และจำเลยร่วม และหากจำเลยที่ 3 ถูกบังคับชำระหนี้ไปก่อน ก็ต้องใช้สิทธิไล่เบี้ยตามกฎหมายต่อไป กรณีไม่อาจยกฟ้องจำเลยที่ 3 ตามคำขอของจำเลยที่ 3 ได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมและจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 217,368.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวเป็นเวลา 8 เดือน แต่ไม่เกิน 10,868.43 บาท กับดอกเบี้ยในต้นเงินและอัตราดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
กค423/2543
primary_red_case_no
กค116/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000472.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ทก.(ค)118/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553