คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18978/2556 ฉบับเต็ม

#559122
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18978/2556 บริษัทคอริมปิค สตีล ออสเตรีย จีเอ็มบีเอ็ช โจทก์ นายพิพัฒน์ ปรีดาวิภาต กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 680, มาตรา 680 วรรคสอง, มาตรา 820, มาตรา 821 ข้อตกลงเรื่องอนุญาโตตุลาการและในสัญญาระบุว่า หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับความตกลงนี้ และไม่อาจหาข้อยุติได้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะใช้วิธีการอนุญาโตตุลาการ เป็นข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้กับคู่สัญญา ได้แก่ โจทก์กับบริษัท อ. เท่านั้น ไม่มีผลใช้บังคับกับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัท อ. ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารและประทับตราสำคัญของบริษัท อ.ทุกครั้ง ในส่วนที่เกี่ยวกับแผนการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ก็กระทำในนามของบริษัท และบริษัทปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นโดยมีการส่งหนังสือยืนยันยอดหนี้และชำระหนี้ให้แก่โจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บริษัท อ. ให้การรับรองในการกระทำของจำเลยที่ 1 ถือเป็นการมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ติดต่อและเจรจาทำความตกลงกับโจทก์แทนบริษัท การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของบริษัทและกระทำไปภายในขอบอำนาจของตัวแทน หนังสือค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองทำไว้แก่โจทก์เพื่อค้ำประกันการชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยบริษัท อ. ภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการซื้อขาย มีเพียงลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันเท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์อยู่ด้วย หนังสือค้ำประกันดังกล่าว จึงเป็นเพียงหลักฐานในการค้ำประกันเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้น ไม่ใช่หนังสือค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่ตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 104 ลักษณะ 7 ใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,849,152.93 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี จากต้นเงิน 6,530,820.07 ดอลลาร์สหรัฐ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,911,986.28 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2547) ให้ไม่เกิน 411,986.28 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้หากจำเลยทั้งสองชำระเป็นสกุลเงินไทยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อัตราขาย) ณ วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,849,152.93 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8 ต่อปี จากต้นเงิน 6,530,820.07 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 411,986.28 ดอลลาร์สหรัฐ หากชำระเป็นเงินไทยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อัตราขาย) ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่อัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวต้องไม่เกินกว่าอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า เดิมจำเลยทั้งสองเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด โจทก์ทำความตกลงทั่วไปว่าด้วยการซื้อขายเลขที่ แอลพีเอ็น - คอริมปิค 01/2000 กำหนดให้โจทก์ส่งสินค้าเป็นเหล็กแผ่นมีราคา และคุณภาพ ตามที่กำหนดในสัญญามีการสั่งซื้อหลายครั้ง ในการสั่งซื้อแต่ละครั้งจะมีการยืนยันคำสั่งซื้อทุกครั้ง โดยอ้างถึงข้อตกลงเดิมสัญญาที่นำมาฟ้องคดีได้แก่ สัญญาเลขที่ 209043, 209045 และ 209050 ภายหลังรับสินค้าเหล็กแผ่นแล้ว บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ชำระค่าสินค้าให้โจทก์เพียงบางส่วน ต่อมามีการทำความตกลงร่วมกันเพื่อยืนยันถึงจำนวนเงินที่ถึงกำหนดและค้างชำระอยู่ ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2544 บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด รับว่ามีหนี้คงค้างชำระโจทก์ 5,743,340.23 ดอลลาร์สหรัฐ มีข้อตกลงแบ่งชำระหนี้เป็นงวด และบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เป็นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2544 กำหนดชำระเงินวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 มีจำเลยทั้งสองเป็นผู้ค้ำประกัน ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2545 รับว่ามีหนี้คงค้างชำระโจทก์จำนวน 5,583,340.23 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่รวมดอกเบี้ยในอัตราเดิม ต่อมาบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด มีหนังสือยืนยันยอดหนี้ถึงโจทก์ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์อยู่ 5,323,340.23 ดอลลาร์สหรัฐ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เพราะคู่ความในคดีนี้ต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการตามสัญญาหรือไม่ นั้น ตามหนังสือความตกลงทั่วไปว่าด้วยการซื้อขาย เป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์ ในฐานะผู้ขาย กับบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ในฐานะผู้ซื้อ โดยสัญญาดังกล่าวมีข้อตกลงในเรื่องอนุญาโตตุลาการและกฎหมายที่ใช้บังคับในข้อ H ระบุว่า หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับความตกลงนี้และไม่อาจหาข้อยุติได้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะใช้วิธีการอนุญาโตตุลาการ ณ สำนักงานศาล กระทรวงยุติธรรม ประเทศไทย คำตัดสินชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้ถือเป็นที่สุดและมีผลผูกพันคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย เห็นว่า ข้อตกลงในเรื่องอนุญาโตตุลาการในสัญญาดังกล่าว เป็นข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้กับคู่สัญญา ได้แก่ โจทก์และบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด เท่านั้น ไม่มีผลใช้บังคับกับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด หรือไม่ ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า การเจรจาทำความตกลงทุกคราวระหว่างโจทก์และบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ได้กระทำขึ้นโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ตลอดระยะเวลาที่โจทก์ติดต่อกับบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ได้แสดงให้โจทก์ทราบว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท พร้อมกันนี้จำเลยที่ 1 ยังได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทมาโดยตลอด จำเลยที่ 1 มีอำนาจลงลายมือชื่อในเอกสารและประทับตราสำคัญของบริษัทไว้ทุกครั้ง ในส่วนที่เกี่ยวกับแผนการชำระหนี้นั้น จำเลยที่ 1 ก็ได้กระทำในนามของบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด และบริษัทได้ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น โดยมีการส่งหนังสือยืนยันยอดหนี้และชำระหนี้ให้แก่โจทก์หลายครั้ง ครั้งล่าสุดชำระเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2545 เป็นเงิน 160,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นกรรมการบริษัทแล้ว สอดคล้องกับที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า ภายหลังที่จำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทแล้ว บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เจรจาทำความตกลงกับโจทก์เพื่อหาทางผ่อนชำระหนี้แทนบริษัท พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ติดต่อและเจรจาทำความตกลงกับโจทก์แทนบริษัท ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 เจรจาผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ บริษัทก็ได้ปฏิบัติตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันไว้ โดยบริษัทมีหนังสือยืนยันยอดหนี้และชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ อันถือเป็นการให้การรับรองในการกระทำของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด และกระทำไปภายในขอบอำนาจของตัวแทน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ค่าสินค้าที่บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ค้างชำระแก่โจทก์เป็นการส่วนตัว ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในฐานผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ ตามสัญญาหนังสือค้ำประกันมีข้อความว่า จำเลยทั้งสองจะชำระเงินแก่โจทก์ตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออก โดยบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ถ้าตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับดังกล่าวถูกปฏิเสธการชำระเงิน โดยผู้ออกตั๋วฉบับนั้นย่อมแสดงให้เข้าใจได้ชัดเจนว่า ถ้าตั๋วสัญญาใช้เงินถูกปฏิเสธการชำระเงิน จำเลยทั้งสองจะยอมชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์นั่นเอง จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อท้ายเอกสารดังกล่าว เอกสารดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานเป็นหนังสือที่จำเลยทั้งสองยอมตนเข้าค้ำประกันการชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ออกให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้รับการชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หนังสือค้ำประกันไม่ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่สามารถใช้ฟังเป็นพยานหลักฐานให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามเอกสารดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า หนังสือค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองทำไว้แก่โจทก์เพื่อค้ำประกันการชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการซื้อขายเลขที่ แอลพีเอ็น - คอริมปิค 01/2000 และความตกลงว่าด้วยการซื้อขายเลขที่ แอลพีเอ็น - คอริมปิค 01/2001 มีเพียงลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันเท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์อยู่ด้วย หนังสือค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานในการค้ำประกันเป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่หนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่ตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอากรแสตมป์ ลักษณะ 17 ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อเป็นหลักฐานว่าเป็นผู้ค้ำประกันการชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 411,986.28 ดอลล่าร์สหรัฐ หากชำระเป็นเงินไทยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อัตราขาย) ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่อัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวต้องไม่เกินกว่าอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (สู่บุญ วุฒิวงศ์-บุญมี ฐิตะศิริ-จตุรงค์ นาสมใจ) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางผัสสพร วิจิตรสกุลศักดิ์ ศาลอุทธรณ์ - นายจิระ โชติพงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1012/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ6021/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ4374/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
559122
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นางผัสสพร วิจิตรสกุลศักดิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายจิระ โชติพงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979403"
    }
}
date
2556
deka_no
18978/2556
deka_running_no
18978
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "สู่บุญ วุฒิวงศ์",
    "บุญมี ฐิตะศิริ",
    "จตุรงค์ นาสมใจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 680",
            "ม. 680 วรรคสอง",
            "ม. 820",
            "ม. 821"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทคอริมปิค สตีล ออสเตรีย จีเอ็มบีเอ็ช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพิพัฒน์ ปรีดาวิภาต กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,849,152.93 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี จากต้นเงิน 6,530,820.07 ดอลลาร์สหรัฐ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,911,986.28 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2547) ให้ไม่เกิน 411,986.28 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้หากจำเลยทั้งสองชำระเป็นสกุลเงินไทยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อัตราขาย) ณ วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,849,152.93 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8 ต่อปี จากต้นเงิน 6,530,820.07 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 411,986.28 ดอลลาร์สหรัฐ หากชำระเป็นเงินไทยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อัตราขาย) ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่อัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวต้องไม่เกินกว่าอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า เดิมจำเลยทั้งสองเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด โจทก์ทำความตกลงทั่วไปว่าด้วยการซื้อขายเลขที่ แอลพีเอ็น - คอริมปิค 01/2000 กำหนดให้โจทก์ส่งสินค้าเป็นเหล็กแผ่นมีราคา และคุณภาพ ตามที่กำหนดในสัญญามีการสั่งซื้อหลายครั้ง ในการสั่งซื้อแต่ละครั้งจะมีการยืนยันคำสั่งซื้อทุกครั้ง โดยอ้างถึงข้อตกลงเดิมสัญญาที่นำมาฟ้องคดีได้แก่ สัญญาเลขที่ 209043, 209045 และ 209050 ภายหลังรับสินค้าเหล็กแผ่นแล้ว บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ชำระค่าสินค้าให้โจทก์เพียงบางส่วน ต่อมามีการทำความตกลงร่วมกันเพื่อยืนยันถึงจำนวนเงินที่ถึงกำหนดและค้างชำระอยู่ ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2544 บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด รับว่ามีหนี้คงค้างชำระโจทก์ 5,743,340.23 ดอลลาร์สหรัฐ มีข้อตกลงแบ่งชำระหนี้เป็นงวด และบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เป็นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2544 กำหนดชำระเงินวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 มีจำเลยทั้งสองเป็นผู้ค้ำประกัน ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2545 รับว่ามีหนี้คงค้างชำระโจทก์จำนวน 5,583,340.23 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่รวมดอกเบี้ยในอัตราเดิม ต่อมาบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด มีหนังสือยืนยันยอดหนี้ถึงโจทก์ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์อยู่ 5,323,340.23 ดอลลาร์สหรัฐ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เพราะคู่ความในคดีนี้ต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการตามสัญญาหรือไม่ นั้น ตามหนังสือความตกลงทั่วไปว่าด้วยการซื้อขาย เป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์ ในฐานะผู้ขาย กับบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ในฐานะผู้ซื้อ โดยสัญญาดังกล่าวมีข้อตกลงในเรื่องอนุญาโตตุลาการและกฎหมายที่ใช้บังคับในข้อ H ระบุว่า หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับความตกลงนี้และไม่อาจหาข้อยุติได้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะใช้วิธีการอนุญาโตตุลาการ ณ สำนักงานศาล กระทรวงยุติธรรม ประเทศไทย คำตัดสินชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้ถือเป็นที่สุดและมีผลผูกพันคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย เห็นว่า ข้อตกลงในเรื่องอนุญาโตตุลาการในสัญญาดังกล่าว เป็นข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้กับคู่สัญญา ได้แก่ โจทก์และบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด เท่านั้น ไม่มีผลใช้บังคับกับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด หรือไม่ ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า การเจรจาทำความตกลงทุกคราวระหว่างโจทก์และบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ได้กระทำขึ้นโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ตลอดระยะเวลาที่โจทก์ติดต่อกับบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ได้แสดงให้โจทก์ทราบว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท พร้อมกันนี้จำเลยที่ 1 ยังได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทมาโดยตลอด จำเลยที่ 1 มีอำนาจลงลายมือชื่อในเอกสารและประทับตราสำคัญของบริษัทไว้ทุกครั้ง ในส่วนที่เกี่ยวกับแผนการชำระหนี้นั้น จำเลยที่ 1 ก็ได้กระทำในนามของบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด และบริษัทได้ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น โดยมีการส่งหนังสือยืนยันยอดหนี้และชำระหนี้ให้แก่โจทก์หลายครั้ง ครั้งล่าสุดชำระเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2545 เป็นเงิน 160,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นกรรมการบริษัทแล้ว สอดคล้องกับที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า ภายหลังที่จำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทแล้ว บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เจรจาทำความตกลงกับโจทก์เพื่อหาทางผ่อนชำระหนี้แทนบริษัท พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ติดต่อและเจรจาทำความตกลงกับโจทก์แทนบริษัท ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 เจรจาผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ บริษัทก็ได้ปฏิบัติตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันไว้ โดยบริษัทมีหนังสือยืนยันยอดหนี้และชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ อันถือเป็นการให้การรับรองในการกระทำของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด และกระทำไปภายในขอบอำนาจของตัวแทน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ค่าสินค้าที่บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ค้างชำระแก่โจทก์เป็นการส่วนตัว ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในฐานผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ ตามสัญญาหนังสือค้ำประกันมีข้อความว่า จำเลยทั้งสองจะชำระเงินแก่โจทก์ตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออก โดยบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ถ้าตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับดังกล่าวถูกปฏิเสธการชำระเงิน โดยผู้ออกตั๋วฉบับนั้นย่อมแสดงให้เข้าใจได้ชัดเจนว่า ถ้าตั๋วสัญญาใช้เงินถูกปฏิเสธการชำระเงิน จำเลยทั้งสองจะยอมชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์นั่นเอง จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อท้ายเอกสารดังกล่าว เอกสารดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานเป็นหนังสือที่จำเลยทั้งสองยอมตนเข้าค้ำประกันการชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ออกให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้รับการชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หนังสือค้ำประกันไม่ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่สามารถใช้ฟังเป็นพยานหลักฐานให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามเอกสารดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า หนังสือค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองทำไว้แก่โจทก์เพื่อค้ำประกันการชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการซื้อขายเลขที่ แอลพีเอ็น - คอริมปิค 01/2000 และความตกลงว่าด้วยการซื้อขายเลขที่ แอลพีเอ็น - คอริมปิค 01/2001 มีเพียงลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันเท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์อยู่ด้วย หนังสือค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานในการค้ำประกันเป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่หนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่ตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอากรแสตมป์ ลักษณะ 17 ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อเป็นหลักฐานว่าเป็นผู้ค้ำประกันการชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 411,986.28 ดอลล่าร์สหรัฐ หากชำระเป็นเงินไทยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อัตราขาย) ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่อัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวต้องไม่เกินกว่าอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
พ6021/2547
primary_red_case_no
พ4374/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000353.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1012/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556